อยากซื้อป…

อยากซื้อประกันรถยนต์ผ่อนไม่ใช้บัตรเครดิตต้องทำยังไงบ้าง?

ผ่อนประกันรถยนต์โดยไม่ใช้บัตรเครดิตได้หรือไม่
        คุณสามารถผ่อนประกันรถยนต์ได้โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต เพราะปัจจุบันมีบริษัทประกันภัยหลายแห่งที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถผ่อนชำระเบี้ยประกันได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนเงินสด หรือผ่อนผ่านช่องทางอื่นๆ ที่หลากหลาย จึงช่วยให้คุณเข้าถึงความคุ้มครองได้ง่ายขึ้นแม้ไม่มีบัตรเครดิต

ช่องทางการผ่อนประกันรถยนต์โดยไม่ใช้บัตรเครดิต     
        ปัจจุบันการผ่อนชำระประกันรถยนต์แบบไม่ใช้บัตรเครดิตมีความสะดวกสบายมากขึ้น เพราะมีช่องทางให้เลือกหลากหลาย ทำให้คุณสามารถชำระเงินได้ง่าย ๆ และรวดเร็วจากทุกที่ที่ต้องการ

  • Mobile Banking ช่องทางที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะสามารถทำรายการได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพียงแค่เปิดแอปพลิเคชันของธนาคารที่คุณใช้ ก็สามารถโอนเงินเพื่อผ่อนชำระเบี้ยประกันได้ทันที ช่วยให้การผ่อนชำระเป็นเรื่องง่ายและไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง
  • Counter Service สำหรับผู้ที่สะดวกในการชำระเงินสด สามารถเลือกชำระผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสที่ร้านค้าหรือห้างสรรพสินค้าใกล้บ้านได้ทั่วประเทศ เพียงแค่แจ้งความประสงค์การผ่อนชำระเบี้ยประกันและเตรียมเงินสดให้พร้อม การชำระเงินก็เป็นอันเสร็จสิ้น
  • ช่องทางออนไลน์ หลายบริษัทประกันภัยและโบรกเกอร์มีระบบผ่อนชำระออนไลน์ที่รองรับการโอนเงินผ่านระบบ PromptPay หรือช่องทางอื่น ๆ โดยสามารถทำรายการผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันได้เลย ทำให้การผ่อนชำระเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว

ทำประกันรถยนต์ผ่อนไม่ใช้บัตรเครดิตคุ้มครองตอนไหน   
        การทำประกันรถยนต์แบบผ่อนไม่ใช้บัตรเครดิต คุณจะได้รับความคุ้มครองทันทีตั้งแต่วันที่จ่ายค่าเบี้ยประกันงวดแรก และความคุ้มครองจะดำเนินต่อไปตามงวดที่คุณผ่อนชำระอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องรอจ่ายครบทั้งหมดก่อน ซึ่งช่วยให้คุณอุ่นใจได้ว่ารถยนต์ของคุณจะได้รับการคุ้มครองตลอดเวลา

How to มี…

How to มีเงินพร้อมใช้ช่วงปีใหม่

              การมีเงินพร้อมใช้ช่วงปีใหม่คือการวางแผนการเงินล่วงหน้า โดยการ ตั้งเป้าหมายชัดเจน, จดบันทึกรายรับ-รายจ่าย, ใช้กฎ 50/30/20, และ หาทางลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ทำอาหารกินเอง, ลดค่ากาแฟ และ ออมเงินอัตโนมัติ หรือเก็บเงินตามวิธีที่ชอบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มีเงินเก็บสำหรับค่าใช้จ่ายช่วงเทศกาล

  1. วางแผนและตั้งเป้าหมาย
  • กำหนดเป้าหมาย: รู้ว่าปีใหม่อยากใช้เงินเท่าไหร่สำหรับอะไร เช่น ท่องเที่ยว, ซื้อของขวัญ
  • ใช้สูตร 50/30/20: แบ่งรายได้ 50% สำหรับจำเป็น, 30% สำหรับความสุข, 20% สำหรับออม
  • ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย: เพื่อรู้ว่าเงินหายไปไหน จะได้ตัดรายจ่ายฟุ่มเฟือยออก
  1. วิธีออมเงินให้มีใช้
  • ออมอัตโนมัติ: ตั้งค่าให้โอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ทุกเดือนทันทีที่เงินเดือนออก
  • เก็บเงินตามจำนวนวัน/แบงค์: เช่น เก็บแบงค์ 50 หรือ 100 บาท, หรือเก็บเงินตามจำนวนวัน (วันละ 200-300 บาท)
  • ฝากประจำ/กองทุน/สลากออมทรัพย์: เพิ่มทางเลือกให้เงินงอกเงยและมีวินัย
  1. ลดรายจ่าย (หาเงินเพิ่ม)
  • ทำอาหารกินเอง: ลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอย่างค่ากาแฟ หรืออาหารนอกบ้าน
  • ซื้อของเท่าที่จำเป็น: หลีกเลี่ยงการซื้อของที่ไม่จำเป็น หรือซื้อตามโปรโมชั่นเกินตัว
  • มองหาอาชีพเสริม: หากรายได้ทางเดียวไม่พอ อาจหารายได้เสริมได้
  1. สร้างวินัยทางการเงิน
  • มีวินัยจ่ายหนี้: จ่ายค่างวดต่างๆ ให้ตรงเวลา เพื่อประหยัดดอกเบี้ยและสร้างเครดิตที่ดี
  • อย่าให้รางวัลตัวเองมากเกินไป: เมื่อตั้งเป้าแล้ว ต้องควบคุมตัวเองไม่ให้ใช้จ่ายเกินตัว

เคล็ดลับสำคัญ: เริ่มต้นเก็บเงินตั้งแต่วันนี้ โดยทำบัญชีให้ชัดเจน และเลือกวิธีออมที่เหมาะกับตัวเองที่สุด เพื่อให้มีเงินพร้อมใช้ช่วงปีใหม่ได้อย่างสบายใจ

มีโฉนดที่…

มีโฉนดที่ดิน ก็มีทุนไปต่อ

   การใช้โฉนดที่ดินเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อขอ สินเชื่อประเภทจำนองที่ดิน หรือ สินเชื่อจำนำโฉนดที่ดิน จากสถาบันการเงินหรือบริษัทสินเชื่อต่างๆ เพื่อเปลี่ยนทรัพย์สินที่มีอยู่ให้เป็นเงินทุนสำหรับธุรกิจ, ใช้จ่าย, หรือหมุนเวียนในยามฉุกเฉิน โดยมีข้อดีคือ วงเงินสูงกว่าสินเชื่อทั่วไป, ดอกเบี้ยต่ำกว่า, ไม่ต้องใช้คนค้ำ และสามารถกู้ได้แม้มีประวัติการเงินไม่สวยงามนัก

สินเชื่อโฉนดที่ดินมีกี่ประเภท?

มี 2 ประเภทหลักๆ คือ:

  1. สินเชื่อจำนองที่ดิน:จดจำนองที่ดินกับสถาบันการเงิน (เช่น ธนาคารออมสิน ผ่านบริษัท มีที่ มีเงิน) เพื่อรับเงินทุน วงเงินสูง ดอกเบี้ยดี
  2. สินเชื่อจำนำโฉนดที่ดิน (ไม่จดจำนอง):กู้เงินโดยไม่ต้องจดจำนอง หรือสลักหลังโฉนด (เช่น เงินติดล้อ, ศักดิ์สยาม) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเงินด่วนและยังต้องการใช้ที่ดินทำประโยชน์ต่อไปได้

ข้อดีหลักของการใช้โฉนดเป็นทุน

  • วงเงินสูง: ได้วงเงินสูงถึง 60-80% ของราคาประเมินที่ดิน
  • ดอกเบี้ยต่ำ: ถูกกว่าสินเชื่อไม่มีหลักประกันอย่างบัตรเครดิต
  • อนุมัติไว: โดยเฉพาะประเภทไม่ต้องจดจำนอง ทำให้ได้เงินเร็ว
  • ไม่ต้องมีคนค้ำ: ใช้โฉนดที่ดินแทนบุคคลค้ำประกันได้
  • ใช้ที่ดินต่อได้: ไม่ต้องกังวลเรื่องถูกไล่ที่ เหมือนกรณีขายฝาก (สำหรับสินเชื่อที่ไม่จดจำนอง)

เอกสารที่ต้องเตรียม (โดยทั่วไป)

  • โฉนดที่ดิน (น.ส.4, น.ส.3 ก.) ฉบับจริง
  • บัตรประชาชน, ทะเบียนบ้าน
  • เอกสารแสดงรายได้ (เช่น สลิปเงินเดือน) (บางแห่งไม่ใช้)
  • หนังสือรับรองราคาประเมินที่ดิน (อายุไม่เกิน 30 วัน)

ผู้ให้บริการที่น่าสนใจ

เตือนภัย!…

เตือนภัย! ไฟไหม้บ้าน

       การเตือนภัยไฟไหม้บ้านควรเริ่มจากการป้องกันด้วยการตรวจสอบและดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้า, ปิดวาล์วแก๊สและเตาให้สนิท, และไม่เผาขยะหรือสูบบุหรี่ในบริเวณบ้าน นอกจากนี้ ควรติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัย เช่น ถังดับเพลิงและเครื่องตรวจจับควัน/ความร้อนในจุดที่เหมาะสม เพื่อการรับมือที่รวดเร็วเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน 

การป้องกันเบื้องต้น

  • ตรวจสอบเครื่องใช้ไฟฟ้า: หมั่นตรวจเช็กสภาพเครื่องใช้ไฟฟ้าและสายไฟ หากชำรุด มีรอยแตก หรือมีกลิ่นเหม็นไหม้ ให้ซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่ทันที

  • ถอดปลั๊ก: ควรถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าหลังใช้งานทุกครั้ง และไม่เสียบปลั๊กเครื่องใช้หลายชนิดเข้ากับปลั๊กพ่วงเพียงจุดเดียว

  • การใช้งานเตาแก๊ส: ปิดวาล์วถังแก๊สและเตาแก๊สให้สนิทหลังใช้งานทุกครั้ง

  • ไม่เผาในที่โล่ง: หลีกเลี่ยงการเผาขยะหรือเศษวัชพืช โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่อากาศแห้งและลมพัดแรง

  • ดับบุหรี่ให้สนิท: สูบบุหรี่ให้ดับสนิทก่อนทิ้ง 

อุปกรณ์ป้องกันไฟไหม้

โฉนดที่ดิ…

โฉนดที่ดินหาย ทำอย่างไร?

โฉนดที่ดินหาย ทำอย่างไร ?

1.การไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น ที่ กรมที่ดิน ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน เพื่อแสดงเจตนาบริสุทธิ์ ไปขอออกโฉนดใหม่ ไม่ได้มีเจตนาทำการทุจริต ไม่ได้นำโฉนดไป จำนอง ขาย หรือแลกเปลี่ยนเป็นของผู้อื่น

2.หลังจากแจ้งความ นำบันทึกประจำวันที่ได้รับ มาติดต่อกับสำนักงานที่ดิน เพื่อขอออกโฉนดที่ดินใหม่ ซึ่งหากภายหลังมีการทุจริตเกิดขึ้นจริงบันทึกประจำวันนี้จะเป็นหลักฐานนำไปสู่คดีทางอาญาที่มีโทษร้ายแรงได้

3.การขอมีโฉนดใหม่ ต้องมีพยานรับรอง 2 คน พยาน และทั้ง 2 คน ต้องนำบัตรประชาชนตัวจริงไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่สำนักงานที่ดิน กรอกเอกสารรับรอง ลงลายมือชื่อ ต่อหน้าเจ้าพนักงาน เพื่อรองรับเจ้าของที่ดินว่าการขอออกโฉนดที่ดินใหม่เป็นเรื่องจริง ซึ่งหากมีปัญหาภายหลังพยานทั้ง 2 คนจะต้องเป็นพยานในชั้นศาลด้วย ดำเนินการขอออกโฉนดใหม่หรือใบแทนหนังสือแสดงสิทธิ์ในที่ดินได้ที่สำนักงานที่ดิน

เอกสาร หรือ หลักฐาน เพื่อขอออกโฉนดใหม่ หรือ ใบแทน

  • บัตรประจำตัวประชาชนผู้ขอ
  • ทะเบียนบ้าน
  • พยาน พร้อมบัตรประจำตัวประชาชน (ตัวจริง) อย่างน้อย 2 คน
  • ใบแจ้งความ หรือใบลงบันทึกประจำวัน

ค่าใช้จ่ายในการออกใบแทน หรือ โฉนดใหม่    
        ประมาณ 70-100 บาท หรือในการยื่นคำร้อง และ ติดต่อขอออก “ใบแทน” นั้นทาง “สำนักงานกรมที่ดิน” ได้ทำการกำหนดค่าใช้จ่ายในแต่ละรายการไว้ดังนี้ค่ะ

  • ค่าคำขอแปลงละ 5 บาท
  • ค่าประกาศแปลงละ 10 บาท (กรณีที่ต้องมีการประกาศ)
  • ค่าปิดประกาศให้แก่ผู้ปิดประกาศ แปลงละ 10 บาท
  • ค่าออกใบแทนโฉนดที่ดินฉบับละ 50 บาท
  • ค่าออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ฉบับละ 50 บาท
  • ค่ามอบอำนาจ กรณีที่มีการมอบอำนาจ เรื่องละ 20 บาท
  • ค่าอากรแสตมป์ปิดใบมอบอำนาจ ฉบับละ 30 บาท
  • ค่าคำขอแปลงละ 5 บาท
  • ค่าประกาศแปลงละ 10 บาท (กรณีที่ต้องมีการประกาศ)
  • ค่าปิดประกาศให้แก่ผู้ปิดประกาศ แปลงละ 10 บาท
  • ค่าออกใบแทนโฉนดที่ดินฉบับละ 50 บาท
  • ค่าออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ฉบับละ 50 บาท
  • ค่ามอบอำนาจ กรณีที่มีการมอบอำนาจ เรื่องละ 20 บาท
  • ค่าอากรแสตมป์ปิดใบมอบอำนาจ ฉบับละ 30 บาท​

เก็บโฉนดที่ดินอย่างไรให้ปลอดภัย
      หากไม่อยากทำเอกสารสำคัญสูญหายหรือเสียหาย ก็ต้องเก็บให้ดี ซึ่งเรามีวิธีการเก็บง่ายๆมาแนะนำดังนี้

  1. ใส่ซองกระดาษหรือซองพลาสติกให้เรียบร้อย โดยควรเป็นซองแบบที่มีด้ายมัดล็อกหรือสามารถปิดซองได้สนิท เพื่อป้องกันไม่ให้โฉนดเสียหาย
  2. เจ้าของโฉนดควรเก็บโฉนดด้วยตนเอง ไม่ควรฝากผู้อื่นเก็บ และไม่ควรบอกที่เก็บโฉนดแก่ผู้อื่น เพื่อป้องกันไม่ให้โฉนดหลุดไปถึงมือมิจฉาชีพจนนำไปแอบอ้าง ปลอมแปลง หรือทำอะไรผิดกฎหมายได้
  3. ควรแยกโฉนดเก็บไว้ในส่วนสำหรับเก็บเอกสารสำคัญโดยเฉพาะ ควรเป็นที่ที่มิดชิด ไม่ควรนำไปเก็บรวมกับหนังสือหรือของอื่นๆ เพราะเสี่ยงที่จะทำยับ ทำหล่นหาย หรือเผลอหยิบทิ้งไปโดยไม่รู้ตัว
  4. เก็บโฉนดที่ไหนแล้่วให้เก็บที่เดิมเสมอ อย่าวางไว้เรี่ยราด อย่าเปลี่ยนที่เก็บไปมา เพราะสุดท้ายแล้วจะหาไม่เจอ
  5. หลีกเลี่ยงการเผยแพร่ภาพโฉนดที่ดิน เพราะอาจถูกมิจฉาชีพขโมยข้อมูลไปทำเรื่องไม่ดีได้

หากเติมน้…

หากเติมน้ำมันผิด รถของคุณจะมีผลอย่างไร

       การเติมน้ำมันผิดประเภทอาจทำให้รถดับ, สตาร์ทไม่ติด, เครื่องยนต์มีเสียงดังผิดปกติ, หรือเร่งไม่ขึ้น และหากขับต่อไปอาจทำให้เครื่องยนต์เสียหายรุนแรง เช่น หัวฉีดอุดตัน, ปั๊มเชื้อเพลิงเสียหาย, หรือชิ้นส่วนอื่นๆ ในเครื่องยนต์เสียหายจนต้องเสียค่าซ่อมแพง หากทราบว่าเติมผิดทันที ห้ามสตาร์ทเครื่องยนต์ โดยเด็ดขาด และควรให้ช่างมาสูบน้ำมันที่ไม่ถูกต้องออกจากถังให้หมดก่อน

ผลกระทบเมื่อเติมน้ำมันผิดประเภท

  • เครื่องยนต์ดับและสตาร์ทไม่ติด:
    • เครื่องยนต์ดีเซลเติมเบนซิน: การจุดระเบิดที่ผิดปกติจะทำให้เครื่องยนต์สะดุดและดับลง 
    • เครื่องยนต์เบนซินเติมดีเซล: น้ำมันดีเซลจะไปเคลือบหัวเทียนและทำให้การจุดระเบิดไม่สมบูรณ์ เครื่องยนต์อาจดับและสตาร์ทไม่ติด 
  • อาการผิดปกติขณะขับขี่:
    • เสียงเครื่องยนต์ดัง: โดยเฉพาะเมื่อเร่งเครื่อง 
    • อัตราเร่งช้าลง: รถจะรู้สึกอืดและไม่มีแรง 
    • มีควันดำผิดปกติ: ออกจากท่อไอเสีย 
    • ไฟเตือนเครื่องยนต์โชว์: ที่หน้าปัด 
  • ความเสียหายต่อระบบเชื้อเพลิงและเครื่องยนต์:
    • หัวฉีดอุดตัน: น้ำมันดีเซลมีความหนืดกว่า และน้ำมันเบนซินทำให้คุณสมบัติหล่อลื่นของดีเซลลดลง 
    • ปั๊มเชื้อเพลิงเสียหาย: การเสียดสีที่รุนแรงขึ้นทำให้ปั๊มเชื้อเพลิงทำงานผิดปกติและเสียหายได้ 
    • ชิ้นส่วนอื่นๆ เสียหาย: หากส่วนผสมที่ไม่ถูกต้องไหลเวียนไปทั่วระบบ อาจส่งผลให้ลูกสูบหรือฝาสูบเสียหายได้ 

สิ่งที่ควรทำหากเติมน้ำมันผิด

  1. ห้ามสตาร์ทเครื่องยนต์:  หากเพิ่งเติมน้ำมันผิดมา ห้ามบิดกุญแจสตาร์ทเด็ดขาด เพราะจะทำให้น้ำมันถูกสูบเข้าไปในระบบทันที 
  1. ติดต่อช่างทันที:  แจ้งพนักงานปั๊มให้ติดต่อช่างมาสูบน้ำมันที่ผิดออกจากถังให้หมด 
  1. เติมน้ำมันที่ถูกต้อง:  เมื่อน้ำมันเก่าถูกสูบออกแล้ว ให้เติมน้ำมันที่ถูกต้องลงไปในถังประมาณ  5−10ลิตร 
  1. สตาร์ทเครื่องยนต์และตรวจสอบ:  สตาร์ทเครื่องยนต์ทิ้งไว้สักพักที่รอบเดินเบา และสังเกตอาการผิดปกติหรือไฟเตือนต่างๆ หากไม่มีความผิดปกติ สามารถขับได้ตามปกติ 

ข้อเปรียบ…

ข้อเปรียบเทียบประกันรถยนต์ 1+,2+,3+

         ใครที่ประกันรถยนต์ใกล้หมดอายุอยู่บ้าง คงกำลังลังเลเลยใช่ไหมว่า จะทำประกันรถยนต์แบบไหนต่อดี ที่จะมีความคุ้มครองที่คุ้มค่า และเหมาะสมกับการใช้งานรถยนต์มากที่สุด เพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจให้แก่คุณ จะชวนไปเปรียบเทียบความคุ้มครองของประกันรถยนต์ชั้น 1 กับ 2+ และ 3+ ว่าต่างกันอย่างไร และแบบไหนที่เหมาะสมกับรถของคุณมากที่สุด

ประกันรถยนต์ชั้น 1 กับความคุ้มครองที่ครอบคลุมที่สุด

    ประกันรถยนต์ชั้น 1 เป็นประกันรถยนต์ที่ความคุ้มครองครบครันและครอบคลุมมากที่สุด เพื่อเพิ่มความอุ่นใจในการขับขี่รถยนต์ เหมาะกับผู้ที่เพิ่งซื้อรถยนต์ใหม่ หรือรถยนต์ที่อายุยังไม่เกิน 10 ปี หรือผู้ขับที่ยังไม่ชำนาญในการควบคุมรถยนต์

ประกันรถยนต์ชั้น 1 คุ้มครองอะไรบ้าง

  • คุ้มครองเมื่อเกิดอุบัติเหตุในทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นรถชนรถ รถชนต้นไม้ รถชนเสาไฟ หรืออื่น ๆ 
  • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลจากการเกิดอุบัติเหตุของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร และให้การชดเชยในกรณีเสียชีวิต หรือสูญเสียอวัยวะ
  • คุ้มครองทรัพย์สิน ชีวิต และดูแลค่ารักษาพยาบาลของคู่กรณี
  • คุ้มครองในกรณีรถยนต์สูญหาย หรือได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้ และภัยธรรมชาติ
  • บริการช่วยเหลือยามฉุกเฉิน ยกรถ ย้ายรถ ตลอด 24 ชั่วโมง

ประกันรถยนต์ชั้น 2+ คือความคุ้มครองที่คุ้มค่า

   ประกันรถยนต์ชั้น 2+ คือทางเลือกของคนที่ต้องการประหยัดเงินค่าเบี้ยประกัน แต่ยังต้องการความคุ้มครองที่คุ้มค่า เหมาะกับคนที่มีความชำนาญในการขับขี่รถยนต์ หรือรถยนต์ที่ใช้งานมาแล้วนานกว่า 10 ปี

ประกันรถยนต์ชั้น 2+ คุ้มครองอะไรบ้าง

  • คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถยนต์ โดยต้องเป็นการชนแบบมีคู่กรณีเท่านั้น
  • คุ้มครองในกรณีรถยนต์สูญหาย หรือได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้ และภัยธรรมชาติ
  • คุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลภายนอก ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ
  • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล ชดเชยกรณีสูญเสียอวัยวะ หรือเสียชีวิต
  • บริการช่วยเหลือตอนเกิดอุบัติเหตุ ทั้งยกรถ ย้ายรถ ตลอด 24 ชั่วโมง

ประกันรถยนต์ชั้น 1 กับ 2+ ต่างกันอย่างไร

    เมื่อได้รู้ไปแล้วว่าประกันชั้น 2+ คุ้มครองอะไรบ้าง คงทำให้เห็นความแตกต่างของประกันรถยนต์ชั้น 1 กับ 2+ ซึ่งก็คือความคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถยนต์ โดยประกันชั้น 2+ จะคุ้มครองถ้ามีคู่กรณี แต่ประกันชั้น 1 ให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมกว่า ถึงแม้ว่าจะเป็นการชนแบบไม่มีคู่กรณีก็ตาม

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 3+ คือความคุ้มครองที่คุ้มค่าในราคาประหยัด

   ประกันภัยรถยนต์ชั้น 3+ คือทางเลือกของคนที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายค่าเบี้ยประกันรถยนต์ เหมาะสำหรับรถยนต์ที่อายุเกิน 10 ปี และไม่ค่อยได้ใช้งาน รวมถึงคนขับมีความเชี่ยวชาญในการขับขี่สูง สำหรับคนที่อยากรู้ว่าประกันชั้น 3+ คุ้มครองอะไรบ้าง จะมาบอกให้ได้รู้กันต่อไปนี้

ประกันรถยนต์ชั้น 3+ คุ้มครองอะไรบ้าง

  • คุ้มครองค่าเสียหายต่อตัวรถยนต์ของผู้เอาประกัน ในกรณีรถชนรถเท่านั้น
  • คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถยนต์ของคู่กรณี ทรัพย์สิน และค่ารักษาพยาบาลของคู่กรณี 
  • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลของผู้เอาประกันและผู้โดยสาร

ประกันชั้น 2+ กับ 3+ ต่างกันอย่างไร

   คงได้เห็นกันไปแล้วว่าประกัน 3+ คุ้มครองอะไรบ้าง และรู้แล้วว่าความแตกต่างของประกันชั้น 2+ กับ 3+ คือ ประกัน 3+ ไม่คุ้มครองในกรณีรถยนต์สูญหาย หรือได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้ หรือภัยธรรมชาตินั่นเอง

6 ทริค จั…

6 ทริค จับเพจปลอม!

     ตำรวจไซเบอร์ เตือนภัย แนะ 6 ทริค วิธีสังเกตเพจปลอม รู้ไว้ไม่โดนหลอก หลังปรากฏข่าวมิจฉาชีพที่มาในหลายรูปแบบหลังดูดเงินต่างๆนาๆ ฉะนั้น หากรู้ทันว่าเป็นเพจปลอมก็จะเป็นประโยชน์ต่อตัวท่านเอง โดยเฉพาะการสั่งซื้อของออนไลน์ผ่านเพจ ย้ำว่า ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน ให้ความรู้ รู้ทันความคิดมิจฉาชีพ

6 ทริค จับเพจปลอม

     1.เพจต้องได้รับการยืนยัน มีเครื่องหมายรับรองตัวตน Verified badge

     2.ดูรายละเอียดของเพจ เช่นวันที่สร้างเพจ และเพจเคยมีการเปลี่ยนชื่อเพจมาก่อนหรือไม่ ถ้าเพจนั้นเพิ่งสร้างขึ้นมาไม่นานหรือมีการเปลี่ยนแปลงชื่อเพจให้คิดไว้ก่อนว่าอาจจะเป็นเพจปลอม

     3.ระวังโดนหลอกยอดคนถูกใจ เพราะเพจปลอมมักมีผู้ติดตามน้อย มิจฉาชีพ อาจพิมพ์ยอดผู้ติดตามปลอมไว้ที่รายละเอียดของเพจซึ่งถ้ามองผ่านๆ ก็จะคล้ายจำนวนผู้ติดตามจริง

     4.ชื่อเพจสะกดถูกต้องหรือไม่ มิจฉาชีพ มักทำเลียนแบบ อาจจะมีจุดหรืออักขระพิเศษ เช่น เพจจริง thaipolice เพจปลอมอาจจะเติม thaipoliice เป็นต้น

     5.การโพสต์เนื้อหาและโต้ตอบในเพจ จำนวนคนกดไลก์ และคอมเมนต์ คือในแต่ละโพสต์อาจจะมีผู้คนสนใจและโต้ตอบน้อย หรืออาจจะมีคอมเมนต์ที่ตำหนิ เช่น สั่งสินค้าไปไม่ได้รับของเลย

     6.สังเกตที่ url ของเพจอาจเป็นคำแปลกๆที่ไม่มีความหมาย

เคล็ดลับก…

เคล็ดลับการออมเงินในแต่ละเจนเนอเรชั่น

            ในแต่ละช่วงวัยย่อมมีการใช้ชีวิตที่ต่างกัน ซึ่งส่งผลให้แผนการใช้ชีวิตและการออมเงินต่างกันไปด้วย ที่จะมาบอกเล่าแนวทางง่ายๆ สำหรับการวางแผนการออมเงินอย่างไรให้เหมาะสมกับพฤติกรรมและช่วงวัยของคุณ

             ช่วงวัย หรือ อายุที่ต่างกันของคนแต่ละช่วง เป็นปัจจัยสำคัญต่อการวางแผนการเงิน เพราะคนแต่ละวัย ย่อมมีการใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนกัน วันนี้ เราจึงมีเคล็ดลับการออมเงินเพื่อให้เหมาะกับคนทั้ง 4 เจนเนอเรชั่น มาเป็นแนวทางให้ลองทำตามกันดังนี้ 

  1. Baby Boomer   (เกิดช่วงปี พ.ศ. 2489-2507 : อายุ 50 ปีขึ้นไป)   
       Baby Boomer เป็นเจนเนอเรชั่นยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง และโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคพัฒนาอุตสาหกรรม จึงเติบโตมาพร้อมกับการแข่งขัน ทำงานหนัก มีความอดทนสูง และมีความประหยัด รอบคอบเป็นที่สุด 

         ปัจจุบัน คนกลุ่มนี้เริ่มเข้าสู่วัยชรากันแล้ว ดังนั้นแผนการออมเงินเพื่อเกษียณอายุจึงเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก จึงควรนำเงินออมส่วนใหญ่เก็บไว้ในรูปแบบที่มีความเสี่ยงต่ำ เน้นความมั่นคง เงินต้นไม่หาย เช่น ฝากประจำ ซื้อประกันชีวิตแบบบำนาญ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หรือ กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เพื่อมีเงินใช้ในวัยเกษียณ

  1. Gen X  (เกิดช่วงปี พ.ศ. 2508-2522  : อายุ 40 ปีขึ้นไป)   
        Gen X คือกลุ่มคนวัยทำงานที่อยู่ในช่วงสร้างครอบครัว เติบโตมาในยุคที่เศรษฐกิจกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว จึงมีนิสัยกล้าแสดงออก มีความเป็นตัวของตัวเองสูง และมีความคิดสร้างสรรค์ แต่ก็เป็นกลุ่มที่ใช้เงินเก่ง การวางแผนการเงินของคน Gen X จึงควรระวังเรื่องการก่อหนี้จนเกินตัว และโฟกัสเรื่องการออมเพื่ออนาคตให้มากขึ้น เพราะแม้จะเป็นช่วงที่หาเงินได้มาก แต่ก็เต็มไปด้วยภาระต่างๆ ที่มากขึ้นตามวัยเช่นกัน 

       เคล็ดลับการออมเงินสำหรับคนกลุ่มนี้ จึงควรจัดสรรเงินออมให้สมดุลกับการใช้ชีวิตของตัวเอง ด้วยการแบ่งเงินออมราว 50-70% เก็บไว้ในที่ปลอดภัยเพื่อเป็นเงินเกษียณอายุ ส่วนที่เหลือค่อยแบ่งมาลงทุนสร้างผลตอบแทนที่งอกเงย อย่างเช่น หุ้น หรือ กองทุนรวมหุ้น  

  1. Gen Y  (เกิดช่วงปี พ.ศ. 2523-2540 : อายุ 22-40 ปี)
       หนุ่มสาว Gen Y เกิดมาในยุคที่เทคโนโลยี และสื่อโซเชียลมีเดียกำลังเฟื่องฟูอย่างมาก จึงมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่ยึดติดกับค่านิยมเดิมๆ มีนิสัยชอบใช้เงินไปกับการท่องเที่ยว ทานอาหาร ดื่มกาแฟราคาแพง ที่สำคัญคือมักไม่ค่อยอดทน รักง่ายหน่ายเร็ว ฉะนั้น คน Gen Y ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในวัยเริ่มต้นทำงาน จึงควรฝึกวินัยการออมเงินให้เป็นนิสัย

         และด้วยนิสัยของคน Gen Y ที่กล้าได้กล้าเสีย ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ จึงเหมาะที่จะลองผิดลองถูกในเรื่องการลงทุน โดยศึกษาหาความรู้เรื่องการออม การลงทุนให้มากเข้าไว้ และสามารถนำเงินออมส่วนใหญ่ 70-80% ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หุ้น กองทุนรวมหุ้น เพื่อผลตอบแทนที่งอกเงย แต่ก็ควรกันเงินราว 20-30% ของเงินออม เก็บไว้ในรูปแบบที่มีความปลอดภัย เช่น เงินฝาก ตราสารหนี้ หุ้นกู้ เพื่อความมั่นคงในอนาคตด้วย 

  1. Gen Z  (เกิดช่วงปี พ.ศ. 2540 ขึ้นไป : อายุต่ำกว่า 22 ปี)
        Gen Z ก็คือเด็กรุ่นใหม่ที่ยังเรียนหนังสืออยู่ พวกเขาเติบโตมาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายในยุคดิจิทัล จึงเปิดรับและเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างได้รวดเร็ว มีความเชี่ยวชาญในการหาข้อมูลต่างๆ ในโลกออนไลน์ ทำให้มีนิสัยชื่นชอบความสะดวกสบาย และความรวดเร็ว

       ดังนั้น หากปลูกฝังนิสัยรักการออมได้ตั้งแต่ช่วงนี้ เมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่จะสามารถวางแผนการเงินได้ดี ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องวินัยในการออม ต้องออมอย่างสม่ำเสมอ เก็บออมไปเรื่อย ๆ และควรเลือกออมหรือลงทุนประเภทความเสี่ยงต่ำแบบง่ายๆ เช่น หยอดกระปุก ฝากเงินในธนาคาร ซื้อสลากออมทรัพย์ เป็นต้น 

       การออมเงินในแต่ละเจนเนอเรชั่น แม้จะมีรูปแบบที่แตกต่างกัน แต่ท้ายที่สุดแล้วสิ่งสำคัญก็เพื่อมีชีวิตวัยเกษียณที่เป็นสุข ฉะนั้น ยิ่งเริ่มตั้งแต่อายุยังน้อย ยิ่งช่วยให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการง่ายขึ้น โดยเฉพาะนักเรียน-นักศึกษาที่ยังไม่ได้ทำงาน หรือผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ มีรายได้ไม่แน่นอน และไม่มีสวัสดิการเพื่อการเกษียณ แนะนำให้เริ่มออมเงินกับกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ที่สามารถออมได้ตั้งแต่อายุ 15-60 ปี ออมขั้นต่ำเพียง 50 บาท สูงสุด 13,200 บาทต่อปี เพื่อรับเงินสมทบจากรัฐบาลสูงสุด 100% ตามช่วงอายุ แถมยังได้รับดอกผลจากการนำเงินไปลงทุน และเมื่ออายุครบ 60 ปี จะได้รับบำนาญไว้ใช้ทุกเดือน ถือเป็นการออมเงินเพื่ออนาคตที่เริ่มต้นออมได้ทุกวัย ทุกเจนเนอเรชั่น เลยทีเดียว  

5 ธุรกิจท…

5 ธุรกิจที่น่าลงทุนที่ปักษ์ใต้บ้านเรา ปี 2568

   

      เปิด 5 ธุรกิจดาวเด่นน่าจับตา และน่าลงทุน ประจำปีนี้ สำหรับประเทศไทย จากการวิเคราะห์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นคลังข้อมูลธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ  พบว่าในปี 2568 มี 5 ธุรกิจดาวเด่นที่น่าจับตา และน่าลงทุน

  1. ธุรกิจการท่องเที่ยวและกิจกรรมในครอบครัว ธุรกิจโรงแรมและที่พัก ธุรกิจร้านอาหาร ผับบาร์ ธุรกิจการแสดงโชว์และความบันเทิง รวมทั้งธุรกิจกิจกรรมสำหรับครอบครัว เช่น สวนสัตว์ สถานที่พักผ่อนตามธรรมชาติ โดยปี 2567 มีธุรกิจจัดตั้งใหม่จำนวน 6,667 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2566 จำนวน 458 ราย หรือเพิ่มขึ้น 7.38% มูลค่าทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ 16,16 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2566 จำนวน 2,269.54 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 16.23% ถือว่าเป็นการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั้งนี้ รายได้รวมของธุรกิจในปี 2566 มีมูลค่าสูงถึง 753,308.31 ล้านบาท
  2. ธุรกิจสัตว์เลี้ยง ธุรกิจดูแลสัตว์เลี้ยง ผลิต จำหน่ายอาหารสัตว์เลี้ยง และธุรกิจรักษาสัตว์เลี้ยง โดยปี 2567 มีจำนวนธุรกิจสัตว์เลี้ยงที่จัดตั้งขึ้นใหม่ จำนวน 206 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน 400.12 ล้านบาท และรายได้รวมปี 2566 มีมูลค่า 76,28 ล้านบาท กำไรสุทธิ 5,310.31 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ปัจจุบันมีความนิยมในการเลี้ยงสัตว์ที่หลากหลาย และหลายคนเลี้ยงสัตว์แทนลูก เปรียบเสมือนเป็นคนในครอบครัว จึงพร้อมที่จะใช้จ่ายให้กับสัตว์เลี้ยง ทั้งอาหาร ของเล่น และการดูแลสุขภาพ ทำให้ธุรกิจนี้เติบโตตามความต้องการของตลาดและเทรนด์ของการเลี้ยงสัตว์
  3. ธุรกิจปรับปรุงและตกแต่งอาคาร ธุรกิจออกแบบ และตกแต่งภายใน ธุรกิจซ่อมแซมอาคาร โดยปัจจุบันผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะปรับปรุงที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น แทนการซื้ออสังหาริมทรัพย์ใหม่ เนื่องจากทำเลที่ตั้งที่อยู่อาศัยเดิมอยู่ในทำเลที่ดี และสอดคล้องกับรูปแบบการใช้ชีวิต รวมถึง การปรับปรุงอาคารต่างๆ เพื่อประกอบธุรกิจได้อย่างหลากหลาย เช่น ที่พัก ร้านอาหาร และคาเฟ่ ส่งผลให้ธุรกิจปรับปรุงและตกแต่งอาคาร ได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้น โดยปี 2566 ธุรกิจปรับปรุงและตกแต่งอาคาร มีรายได้รวม 100,03 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 11,585.19 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 12.97% โดยปี 2567 มีนิติบุคคลจัดตั้งใหม่จำนวน 993 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 1,510.21 ล้านบาท
  4. ธุรกิจ e-Commerce ธุรกิจขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต ธุรกิจคลังสินค้าและการจัดเก็บสินค้า ธุรกิจตลาดกลางในการ ซื้อขายสินค้าหรือบริการ โดยวิธีสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ ธุรกิจ e-Commerce มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งผู้ประกอบการมีการปรับเปลี่ยนช่องทางการตลาดเข้าสู่ช่องทางการจำหน่ายทั้ง Offine และ Online ควบคู่กัน ทั้งนี้ ปี 2567 มีธุรกิจจัดตั้งใหม่จำนวน 2,219 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2566 จำนวน 318 ราย และเพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 572 ราย เพิ่มขึ้น 16.73% และ 34.73% ตามลำดับ มูลค่าทุนจดทะเบียนรวม 3,23 ล้านบาท โดยรายได้รวมในปี 2566 มีมูลค่า 279,787.83 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,442.28 ล้านบาท
  5. ธุรกิจการบริหารจัดการธุรกิจ เช่น ธุรกิจสำนักงานบัญชี ธุรกิจสำนักงานกฎหมาย ธุรกิจการจ้างงานบุคคลภายนอก (outsource) โดยธุรกิจการบริการจัดการธุรกิจ ถือเป็นตัวช่วยสำคัญในการประกอบธุรกิจยุคปัจจุบัน ทั้งการจ้างทำบัญชี ที่ปรึกษากฎหมาย หรือการจ้างงานบุคคลภายนอก แทนการจ้างพนักงานประจำ ด้วยเทคโนโลยีและเครื่องมือต่างๆ ที่เข้ามาช่วยประยุกต์ใช้ให้ผู้ประกอบธุรกิจดำเนินธุรกิจได้ง่ายขึ้น โดยปี 2567 มีธุรกิจจัดตั้งใหม่จำนวน 4,296 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2566 จำนวน 181 ราย และเพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 806 ราย หรือ เพิ่มขึ้น 40% และ 23.09% ตามลำดับ มูลค่าทุนจดทะเบียนรวม 6,521.44 ล้านบาท โดยธุรกิจการบริหารจัดการธุรกิจมีอัตราการเติบโตที่โดดเด่นและต่อเนื่องช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2563-2567)