เตือนภัย!…

เตือนภัย! ไฟไหม้บ้าน

       การเตือนภัยไฟไหม้บ้านควรเริ่มจากการป้องกันด้วยการตรวจสอบและดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้า, ปิดวาล์วแก๊สและเตาให้สนิท, และไม่เผาขยะหรือสูบบุหรี่ในบริเวณบ้าน นอกจากนี้ ควรติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัย เช่น ถังดับเพลิงและเครื่องตรวจจับควัน/ความร้อนในจุดที่เหมาะสม เพื่อการรับมือที่รวดเร็วเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน 

การป้องกันเบื้องต้น

  • ตรวจสอบเครื่องใช้ไฟฟ้า: หมั่นตรวจเช็กสภาพเครื่องใช้ไฟฟ้าและสายไฟ หากชำรุด มีรอยแตก หรือมีกลิ่นเหม็นไหม้ ให้ซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่ทันที

  • ถอดปลั๊ก: ควรถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าหลังใช้งานทุกครั้ง และไม่เสียบปลั๊กเครื่องใช้หลายชนิดเข้ากับปลั๊กพ่วงเพียงจุดเดียว

  • การใช้งานเตาแก๊ส: ปิดวาล์วถังแก๊สและเตาแก๊สให้สนิทหลังใช้งานทุกครั้ง

  • ไม่เผาในที่โล่ง: หลีกเลี่ยงการเผาขยะหรือเศษวัชพืช โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่อากาศแห้งและลมพัดแรง

  • ดับบุหรี่ให้สนิท: สูบบุหรี่ให้ดับสนิทก่อนทิ้ง 

อุปกรณ์ป้องกันไฟไหม้

โฉนดที่ดิ…

โฉนดที่ดินหาย ทำอย่างไร?

โฉนดที่ดินหาย ทำอย่างไร ?

1.การไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น ที่ กรมที่ดิน ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน เพื่อแสดงเจตนาบริสุทธิ์ ไปขอออกโฉนดใหม่ ไม่ได้มีเจตนาทำการทุจริต ไม่ได้นำโฉนดไป จำนอง ขาย หรือแลกเปลี่ยนเป็นของผู้อื่น

2.หลังจากแจ้งความ นำบันทึกประจำวันที่ได้รับ มาติดต่อกับสำนักงานที่ดิน เพื่อขอออกโฉนดที่ดินใหม่ ซึ่งหากภายหลังมีการทุจริตเกิดขึ้นจริงบันทึกประจำวันนี้จะเป็นหลักฐานนำไปสู่คดีทางอาญาที่มีโทษร้ายแรงได้

3.การขอมีโฉนดใหม่ ต้องมีพยานรับรอง 2 คน พยาน และทั้ง 2 คน ต้องนำบัตรประชาชนตัวจริงไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่สำนักงานที่ดิน กรอกเอกสารรับรอง ลงลายมือชื่อ ต่อหน้าเจ้าพนักงาน เพื่อรองรับเจ้าของที่ดินว่าการขอออกโฉนดที่ดินใหม่เป็นเรื่องจริง ซึ่งหากมีปัญหาภายหลังพยานทั้ง 2 คนจะต้องเป็นพยานในชั้นศาลด้วย ดำเนินการขอออกโฉนดใหม่หรือใบแทนหนังสือแสดงสิทธิ์ในที่ดินได้ที่สำนักงานที่ดิน

เอกสาร หรือ หลักฐาน เพื่อขอออกโฉนดใหม่ หรือ ใบแทน

  • บัตรประจำตัวประชาชนผู้ขอ
  • ทะเบียนบ้าน
  • พยาน พร้อมบัตรประจำตัวประชาชน (ตัวจริง) อย่างน้อย 2 คน
  • ใบแจ้งความ หรือใบลงบันทึกประจำวัน

ค่าใช้จ่ายในการออกใบแทน หรือ โฉนดใหม่    
        ประมาณ 70-100 บาท หรือในการยื่นคำร้อง และ ติดต่อขอออก “ใบแทน” นั้นทาง “สำนักงานกรมที่ดิน” ได้ทำการกำหนดค่าใช้จ่ายในแต่ละรายการไว้ดังนี้ค่ะ

  • ค่าคำขอแปลงละ 5 บาท
  • ค่าประกาศแปลงละ 10 บาท (กรณีที่ต้องมีการประกาศ)
  • ค่าปิดประกาศให้แก่ผู้ปิดประกาศ แปลงละ 10 บาท
  • ค่าออกใบแทนโฉนดที่ดินฉบับละ 50 บาท
  • ค่าออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ฉบับละ 50 บาท
  • ค่ามอบอำนาจ กรณีที่มีการมอบอำนาจ เรื่องละ 20 บาท
  • ค่าอากรแสตมป์ปิดใบมอบอำนาจ ฉบับละ 30 บาท
  • ค่าคำขอแปลงละ 5 บาท
  • ค่าประกาศแปลงละ 10 บาท (กรณีที่ต้องมีการประกาศ)
  • ค่าปิดประกาศให้แก่ผู้ปิดประกาศ แปลงละ 10 บาท
  • ค่าออกใบแทนโฉนดที่ดินฉบับละ 50 บาท
  • ค่าออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ฉบับละ 50 บาท
  • ค่ามอบอำนาจ กรณีที่มีการมอบอำนาจ เรื่องละ 20 บาท
  • ค่าอากรแสตมป์ปิดใบมอบอำนาจ ฉบับละ 30 บาท​

เก็บโฉนดที่ดินอย่างไรให้ปลอดภัย
      หากไม่อยากทำเอกสารสำคัญสูญหายหรือเสียหาย ก็ต้องเก็บให้ดี ซึ่งเรามีวิธีการเก็บง่ายๆมาแนะนำดังนี้

  1. ใส่ซองกระดาษหรือซองพลาสติกให้เรียบร้อย โดยควรเป็นซองแบบที่มีด้ายมัดล็อกหรือสามารถปิดซองได้สนิท เพื่อป้องกันไม่ให้โฉนดเสียหาย
  2. เจ้าของโฉนดควรเก็บโฉนดด้วยตนเอง ไม่ควรฝากผู้อื่นเก็บ และไม่ควรบอกที่เก็บโฉนดแก่ผู้อื่น เพื่อป้องกันไม่ให้โฉนดหลุดไปถึงมือมิจฉาชีพจนนำไปแอบอ้าง ปลอมแปลง หรือทำอะไรผิดกฎหมายได้
  3. ควรแยกโฉนดเก็บไว้ในส่วนสำหรับเก็บเอกสารสำคัญโดยเฉพาะ ควรเป็นที่ที่มิดชิด ไม่ควรนำไปเก็บรวมกับหนังสือหรือของอื่นๆ เพราะเสี่ยงที่จะทำยับ ทำหล่นหาย หรือเผลอหยิบทิ้งไปโดยไม่รู้ตัว
  4. เก็บโฉนดที่ไหนแล้่วให้เก็บที่เดิมเสมอ อย่าวางไว้เรี่ยราด อย่าเปลี่ยนที่เก็บไปมา เพราะสุดท้ายแล้วจะหาไม่เจอ
  5. หลีกเลี่ยงการเผยแพร่ภาพโฉนดที่ดิน เพราะอาจถูกมิจฉาชีพขโมยข้อมูลไปทำเรื่องไม่ดีได้

หากเติมน้…

หากเติมน้ำมันผิด รถของคุณจะมีผลอย่างไร

       การเติมน้ำมันผิดประเภทอาจทำให้รถดับ, สตาร์ทไม่ติด, เครื่องยนต์มีเสียงดังผิดปกติ, หรือเร่งไม่ขึ้น และหากขับต่อไปอาจทำให้เครื่องยนต์เสียหายรุนแรง เช่น หัวฉีดอุดตัน, ปั๊มเชื้อเพลิงเสียหาย, หรือชิ้นส่วนอื่นๆ ในเครื่องยนต์เสียหายจนต้องเสียค่าซ่อมแพง หากทราบว่าเติมผิดทันที ห้ามสตาร์ทเครื่องยนต์ โดยเด็ดขาด และควรให้ช่างมาสูบน้ำมันที่ไม่ถูกต้องออกจากถังให้หมดก่อน

ผลกระทบเมื่อเติมน้ำมันผิดประเภท

  • เครื่องยนต์ดับและสตาร์ทไม่ติด:
    • เครื่องยนต์ดีเซลเติมเบนซิน: การจุดระเบิดที่ผิดปกติจะทำให้เครื่องยนต์สะดุดและดับลง 
    • เครื่องยนต์เบนซินเติมดีเซล: น้ำมันดีเซลจะไปเคลือบหัวเทียนและทำให้การจุดระเบิดไม่สมบูรณ์ เครื่องยนต์อาจดับและสตาร์ทไม่ติด 
  • อาการผิดปกติขณะขับขี่:
    • เสียงเครื่องยนต์ดัง: โดยเฉพาะเมื่อเร่งเครื่อง 
    • อัตราเร่งช้าลง: รถจะรู้สึกอืดและไม่มีแรง 
    • มีควันดำผิดปกติ: ออกจากท่อไอเสีย 
    • ไฟเตือนเครื่องยนต์โชว์: ที่หน้าปัด 
  • ความเสียหายต่อระบบเชื้อเพลิงและเครื่องยนต์:
    • หัวฉีดอุดตัน: น้ำมันดีเซลมีความหนืดกว่า และน้ำมันเบนซินทำให้คุณสมบัติหล่อลื่นของดีเซลลดลง 
    • ปั๊มเชื้อเพลิงเสียหาย: การเสียดสีที่รุนแรงขึ้นทำให้ปั๊มเชื้อเพลิงทำงานผิดปกติและเสียหายได้ 
    • ชิ้นส่วนอื่นๆ เสียหาย: หากส่วนผสมที่ไม่ถูกต้องไหลเวียนไปทั่วระบบ อาจส่งผลให้ลูกสูบหรือฝาสูบเสียหายได้ 

สิ่งที่ควรทำหากเติมน้ำมันผิด

  1. ห้ามสตาร์ทเครื่องยนต์:  หากเพิ่งเติมน้ำมันผิดมา ห้ามบิดกุญแจสตาร์ทเด็ดขาด เพราะจะทำให้น้ำมันถูกสูบเข้าไปในระบบทันที 
  1. ติดต่อช่างทันที:  แจ้งพนักงานปั๊มให้ติดต่อช่างมาสูบน้ำมันที่ผิดออกจากถังให้หมด 
  1. เติมน้ำมันที่ถูกต้อง:  เมื่อน้ำมันเก่าถูกสูบออกแล้ว ให้เติมน้ำมันที่ถูกต้องลงไปในถังประมาณ  5−10ลิตร 
  1. สตาร์ทเครื่องยนต์และตรวจสอบ:  สตาร์ทเครื่องยนต์ทิ้งไว้สักพักที่รอบเดินเบา และสังเกตอาการผิดปกติหรือไฟเตือนต่างๆ หากไม่มีความผิดปกติ สามารถขับได้ตามปกติ 

ข้อเปรียบ…

ข้อเปรียบเทียบประกันรถยนต์ 1+,2+,3+

         ใครที่ประกันรถยนต์ใกล้หมดอายุอยู่บ้าง คงกำลังลังเลเลยใช่ไหมว่า จะทำประกันรถยนต์แบบไหนต่อดี ที่จะมีความคุ้มครองที่คุ้มค่า และเหมาะสมกับการใช้งานรถยนต์มากที่สุด เพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจให้แก่คุณ จะชวนไปเปรียบเทียบความคุ้มครองของประกันรถยนต์ชั้น 1 กับ 2+ และ 3+ ว่าต่างกันอย่างไร และแบบไหนที่เหมาะสมกับรถของคุณมากที่สุด

ประกันรถยนต์ชั้น 1 กับความคุ้มครองที่ครอบคลุมที่สุด

    ประกันรถยนต์ชั้น 1 เป็นประกันรถยนต์ที่ความคุ้มครองครบครันและครอบคลุมมากที่สุด เพื่อเพิ่มความอุ่นใจในการขับขี่รถยนต์ เหมาะกับผู้ที่เพิ่งซื้อรถยนต์ใหม่ หรือรถยนต์ที่อายุยังไม่เกิน 10 ปี หรือผู้ขับที่ยังไม่ชำนาญในการควบคุมรถยนต์

ประกันรถยนต์ชั้น 1 คุ้มครองอะไรบ้าง

  • คุ้มครองเมื่อเกิดอุบัติเหตุในทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นรถชนรถ รถชนต้นไม้ รถชนเสาไฟ หรืออื่น ๆ 
  • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลจากการเกิดอุบัติเหตุของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร และให้การชดเชยในกรณีเสียชีวิต หรือสูญเสียอวัยวะ
  • คุ้มครองทรัพย์สิน ชีวิต และดูแลค่ารักษาพยาบาลของคู่กรณี
  • คุ้มครองในกรณีรถยนต์สูญหาย หรือได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้ และภัยธรรมชาติ
  • บริการช่วยเหลือยามฉุกเฉิน ยกรถ ย้ายรถ ตลอด 24 ชั่วโมง

ประกันรถยนต์ชั้น 2+ คือความคุ้มครองที่คุ้มค่า

   ประกันรถยนต์ชั้น 2+ คือทางเลือกของคนที่ต้องการประหยัดเงินค่าเบี้ยประกัน แต่ยังต้องการความคุ้มครองที่คุ้มค่า เหมาะกับคนที่มีความชำนาญในการขับขี่รถยนต์ หรือรถยนต์ที่ใช้งานมาแล้วนานกว่า 10 ปี

ประกันรถยนต์ชั้น 2+ คุ้มครองอะไรบ้าง

  • คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถยนต์ โดยต้องเป็นการชนแบบมีคู่กรณีเท่านั้น
  • คุ้มครองในกรณีรถยนต์สูญหาย หรือได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้ และภัยธรรมชาติ
  • คุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลภายนอก ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ
  • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล ชดเชยกรณีสูญเสียอวัยวะ หรือเสียชีวิต
  • บริการช่วยเหลือตอนเกิดอุบัติเหตุ ทั้งยกรถ ย้ายรถ ตลอด 24 ชั่วโมง

ประกันรถยนต์ชั้น 1 กับ 2+ ต่างกันอย่างไร

    เมื่อได้รู้ไปแล้วว่าประกันชั้น 2+ คุ้มครองอะไรบ้าง คงทำให้เห็นความแตกต่างของประกันรถยนต์ชั้น 1 กับ 2+ ซึ่งก็คือความคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถยนต์ โดยประกันชั้น 2+ จะคุ้มครองถ้ามีคู่กรณี แต่ประกันชั้น 1 ให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมกว่า ถึงแม้ว่าจะเป็นการชนแบบไม่มีคู่กรณีก็ตาม

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 3+ คือความคุ้มครองที่คุ้มค่าในราคาประหยัด

   ประกันภัยรถยนต์ชั้น 3+ คือทางเลือกของคนที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายค่าเบี้ยประกันรถยนต์ เหมาะสำหรับรถยนต์ที่อายุเกิน 10 ปี และไม่ค่อยได้ใช้งาน รวมถึงคนขับมีความเชี่ยวชาญในการขับขี่สูง สำหรับคนที่อยากรู้ว่าประกันชั้น 3+ คุ้มครองอะไรบ้าง จะมาบอกให้ได้รู้กันต่อไปนี้

ประกันรถยนต์ชั้น 3+ คุ้มครองอะไรบ้าง

  • คุ้มครองค่าเสียหายต่อตัวรถยนต์ของผู้เอาประกัน ในกรณีรถชนรถเท่านั้น
  • คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถยนต์ของคู่กรณี ทรัพย์สิน และค่ารักษาพยาบาลของคู่กรณี 
  • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลของผู้เอาประกันและผู้โดยสาร

ประกันชั้น 2+ กับ 3+ ต่างกันอย่างไร

   คงได้เห็นกันไปแล้วว่าประกัน 3+ คุ้มครองอะไรบ้าง และรู้แล้วว่าความแตกต่างของประกันชั้น 2+ กับ 3+ คือ ประกัน 3+ ไม่คุ้มครองในกรณีรถยนต์สูญหาย หรือได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้ หรือภัยธรรมชาตินั่นเอง

6 ทริค จั…

6 ทริค จับเพจปลอม!

     ตำรวจไซเบอร์ เตือนภัย แนะ 6 ทริค วิธีสังเกตเพจปลอม รู้ไว้ไม่โดนหลอก หลังปรากฏข่าวมิจฉาชีพที่มาในหลายรูปแบบหลังดูดเงินต่างๆนาๆ ฉะนั้น หากรู้ทันว่าเป็นเพจปลอมก็จะเป็นประโยชน์ต่อตัวท่านเอง โดยเฉพาะการสั่งซื้อของออนไลน์ผ่านเพจ ย้ำว่า ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน ให้ความรู้ รู้ทันความคิดมิจฉาชีพ

6 ทริค จับเพจปลอม

     1.เพจต้องได้รับการยืนยัน มีเครื่องหมายรับรองตัวตน Verified badge

     2.ดูรายละเอียดของเพจ เช่นวันที่สร้างเพจ และเพจเคยมีการเปลี่ยนชื่อเพจมาก่อนหรือไม่ ถ้าเพจนั้นเพิ่งสร้างขึ้นมาไม่นานหรือมีการเปลี่ยนแปลงชื่อเพจให้คิดไว้ก่อนว่าอาจจะเป็นเพจปลอม

     3.ระวังโดนหลอกยอดคนถูกใจ เพราะเพจปลอมมักมีผู้ติดตามน้อย มิจฉาชีพ อาจพิมพ์ยอดผู้ติดตามปลอมไว้ที่รายละเอียดของเพจซึ่งถ้ามองผ่านๆ ก็จะคล้ายจำนวนผู้ติดตามจริง

     4.ชื่อเพจสะกดถูกต้องหรือไม่ มิจฉาชีพ มักทำเลียนแบบ อาจจะมีจุดหรืออักขระพิเศษ เช่น เพจจริง thaipolice เพจปลอมอาจจะเติม thaipoliice เป็นต้น

     5.การโพสต์เนื้อหาและโต้ตอบในเพจ จำนวนคนกดไลก์ และคอมเมนต์ คือในแต่ละโพสต์อาจจะมีผู้คนสนใจและโต้ตอบน้อย หรืออาจจะมีคอมเมนต์ที่ตำหนิ เช่น สั่งสินค้าไปไม่ได้รับของเลย

     6.สังเกตที่ url ของเพจอาจเป็นคำแปลกๆที่ไม่มีความหมาย

เคล็ดลับก…

เคล็ดลับการออมเงินในแต่ละเจนเนอเรชั่น

            ในแต่ละช่วงวัยย่อมมีการใช้ชีวิตที่ต่างกัน ซึ่งส่งผลให้แผนการใช้ชีวิตและการออมเงินต่างกันไปด้วย ที่จะมาบอกเล่าแนวทางง่ายๆ สำหรับการวางแผนการออมเงินอย่างไรให้เหมาะสมกับพฤติกรรมและช่วงวัยของคุณ

             ช่วงวัย หรือ อายุที่ต่างกันของคนแต่ละช่วง เป็นปัจจัยสำคัญต่อการวางแผนการเงิน เพราะคนแต่ละวัย ย่อมมีการใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนกัน วันนี้ เราจึงมีเคล็ดลับการออมเงินเพื่อให้เหมาะกับคนทั้ง 4 เจนเนอเรชั่น มาเป็นแนวทางให้ลองทำตามกันดังนี้ 

  1. Baby Boomer   (เกิดช่วงปี พ.ศ. 2489-2507 : อายุ 50 ปีขึ้นไป)   
       Baby Boomer เป็นเจนเนอเรชั่นยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง และโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคพัฒนาอุตสาหกรรม จึงเติบโตมาพร้อมกับการแข่งขัน ทำงานหนัก มีความอดทนสูง และมีความประหยัด รอบคอบเป็นที่สุด 

         ปัจจุบัน คนกลุ่มนี้เริ่มเข้าสู่วัยชรากันแล้ว ดังนั้นแผนการออมเงินเพื่อเกษียณอายุจึงเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก จึงควรนำเงินออมส่วนใหญ่เก็บไว้ในรูปแบบที่มีความเสี่ยงต่ำ เน้นความมั่นคง เงินต้นไม่หาย เช่น ฝากประจำ ซื้อประกันชีวิตแบบบำนาญ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หรือ กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เพื่อมีเงินใช้ในวัยเกษียณ

  1. Gen X  (เกิดช่วงปี พ.ศ. 2508-2522  : อายุ 40 ปีขึ้นไป)   
        Gen X คือกลุ่มคนวัยทำงานที่อยู่ในช่วงสร้างครอบครัว เติบโตมาในยุคที่เศรษฐกิจกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว จึงมีนิสัยกล้าแสดงออก มีความเป็นตัวของตัวเองสูง และมีความคิดสร้างสรรค์ แต่ก็เป็นกลุ่มที่ใช้เงินเก่ง การวางแผนการเงินของคน Gen X จึงควรระวังเรื่องการก่อหนี้จนเกินตัว และโฟกัสเรื่องการออมเพื่ออนาคตให้มากขึ้น เพราะแม้จะเป็นช่วงที่หาเงินได้มาก แต่ก็เต็มไปด้วยภาระต่างๆ ที่มากขึ้นตามวัยเช่นกัน 

       เคล็ดลับการออมเงินสำหรับคนกลุ่มนี้ จึงควรจัดสรรเงินออมให้สมดุลกับการใช้ชีวิตของตัวเอง ด้วยการแบ่งเงินออมราว 50-70% เก็บไว้ในที่ปลอดภัยเพื่อเป็นเงินเกษียณอายุ ส่วนที่เหลือค่อยแบ่งมาลงทุนสร้างผลตอบแทนที่งอกเงย อย่างเช่น หุ้น หรือ กองทุนรวมหุ้น  

  1. Gen Y  (เกิดช่วงปี พ.ศ. 2523-2540 : อายุ 22-40 ปี)
       หนุ่มสาว Gen Y เกิดมาในยุคที่เทคโนโลยี และสื่อโซเชียลมีเดียกำลังเฟื่องฟูอย่างมาก จึงมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่ยึดติดกับค่านิยมเดิมๆ มีนิสัยชอบใช้เงินไปกับการท่องเที่ยว ทานอาหาร ดื่มกาแฟราคาแพง ที่สำคัญคือมักไม่ค่อยอดทน รักง่ายหน่ายเร็ว ฉะนั้น คน Gen Y ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในวัยเริ่มต้นทำงาน จึงควรฝึกวินัยการออมเงินให้เป็นนิสัย

         และด้วยนิสัยของคน Gen Y ที่กล้าได้กล้าเสีย ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ จึงเหมาะที่จะลองผิดลองถูกในเรื่องการลงทุน โดยศึกษาหาความรู้เรื่องการออม การลงทุนให้มากเข้าไว้ และสามารถนำเงินออมส่วนใหญ่ 70-80% ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หุ้น กองทุนรวมหุ้น เพื่อผลตอบแทนที่งอกเงย แต่ก็ควรกันเงินราว 20-30% ของเงินออม เก็บไว้ในรูปแบบที่มีความปลอดภัย เช่น เงินฝาก ตราสารหนี้ หุ้นกู้ เพื่อความมั่นคงในอนาคตด้วย 

  1. Gen Z  (เกิดช่วงปี พ.ศ. 2540 ขึ้นไป : อายุต่ำกว่า 22 ปี)
        Gen Z ก็คือเด็กรุ่นใหม่ที่ยังเรียนหนังสืออยู่ พวกเขาเติบโตมาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายในยุคดิจิทัล จึงเปิดรับและเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างได้รวดเร็ว มีความเชี่ยวชาญในการหาข้อมูลต่างๆ ในโลกออนไลน์ ทำให้มีนิสัยชื่นชอบความสะดวกสบาย และความรวดเร็ว

       ดังนั้น หากปลูกฝังนิสัยรักการออมได้ตั้งแต่ช่วงนี้ เมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่จะสามารถวางแผนการเงินได้ดี ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องวินัยในการออม ต้องออมอย่างสม่ำเสมอ เก็บออมไปเรื่อย ๆ และควรเลือกออมหรือลงทุนประเภทความเสี่ยงต่ำแบบง่ายๆ เช่น หยอดกระปุก ฝากเงินในธนาคาร ซื้อสลากออมทรัพย์ เป็นต้น 

       การออมเงินในแต่ละเจนเนอเรชั่น แม้จะมีรูปแบบที่แตกต่างกัน แต่ท้ายที่สุดแล้วสิ่งสำคัญก็เพื่อมีชีวิตวัยเกษียณที่เป็นสุข ฉะนั้น ยิ่งเริ่มตั้งแต่อายุยังน้อย ยิ่งช่วยให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการง่ายขึ้น โดยเฉพาะนักเรียน-นักศึกษาที่ยังไม่ได้ทำงาน หรือผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ มีรายได้ไม่แน่นอน และไม่มีสวัสดิการเพื่อการเกษียณ แนะนำให้เริ่มออมเงินกับกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ที่สามารถออมได้ตั้งแต่อายุ 15-60 ปี ออมขั้นต่ำเพียง 50 บาท สูงสุด 13,200 บาทต่อปี เพื่อรับเงินสมทบจากรัฐบาลสูงสุด 100% ตามช่วงอายุ แถมยังได้รับดอกผลจากการนำเงินไปลงทุน และเมื่ออายุครบ 60 ปี จะได้รับบำนาญไว้ใช้ทุกเดือน ถือเป็นการออมเงินเพื่ออนาคตที่เริ่มต้นออมได้ทุกวัย ทุกเจนเนอเรชั่น เลยทีเดียว  

5 ธุรกิจท…

5 ธุรกิจที่น่าลงทุนที่ปักษ์ใต้บ้านเรา ปี 2568

   

      เปิด 5 ธุรกิจดาวเด่นน่าจับตา และน่าลงทุน ประจำปีนี้ สำหรับประเทศไทย จากการวิเคราะห์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นคลังข้อมูลธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ  พบว่าในปี 2568 มี 5 ธุรกิจดาวเด่นที่น่าจับตา และน่าลงทุน

  1. ธุรกิจการท่องเที่ยวและกิจกรรมในครอบครัว ธุรกิจโรงแรมและที่พัก ธุรกิจร้านอาหาร ผับบาร์ ธุรกิจการแสดงโชว์และความบันเทิง รวมทั้งธุรกิจกิจกรรมสำหรับครอบครัว เช่น สวนสัตว์ สถานที่พักผ่อนตามธรรมชาติ โดยปี 2567 มีธุรกิจจัดตั้งใหม่จำนวน 6,667 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2566 จำนวน 458 ราย หรือเพิ่มขึ้น 7.38% มูลค่าทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ 16,16 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2566 จำนวน 2,269.54 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 16.23% ถือว่าเป็นการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั้งนี้ รายได้รวมของธุรกิจในปี 2566 มีมูลค่าสูงถึง 753,308.31 ล้านบาท
  2. ธุรกิจสัตว์เลี้ยง ธุรกิจดูแลสัตว์เลี้ยง ผลิต จำหน่ายอาหารสัตว์เลี้ยง และธุรกิจรักษาสัตว์เลี้ยง โดยปี 2567 มีจำนวนธุรกิจสัตว์เลี้ยงที่จัดตั้งขึ้นใหม่ จำนวน 206 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน 400.12 ล้านบาท และรายได้รวมปี 2566 มีมูลค่า 76,28 ล้านบาท กำไรสุทธิ 5,310.31 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ปัจจุบันมีความนิยมในการเลี้ยงสัตว์ที่หลากหลาย และหลายคนเลี้ยงสัตว์แทนลูก เปรียบเสมือนเป็นคนในครอบครัว จึงพร้อมที่จะใช้จ่ายให้กับสัตว์เลี้ยง ทั้งอาหาร ของเล่น และการดูแลสุขภาพ ทำให้ธุรกิจนี้เติบโตตามความต้องการของตลาดและเทรนด์ของการเลี้ยงสัตว์
  3. ธุรกิจปรับปรุงและตกแต่งอาคาร ธุรกิจออกแบบ และตกแต่งภายใน ธุรกิจซ่อมแซมอาคาร โดยปัจจุบันผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะปรับปรุงที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น แทนการซื้ออสังหาริมทรัพย์ใหม่ เนื่องจากทำเลที่ตั้งที่อยู่อาศัยเดิมอยู่ในทำเลที่ดี และสอดคล้องกับรูปแบบการใช้ชีวิต รวมถึง การปรับปรุงอาคารต่างๆ เพื่อประกอบธุรกิจได้อย่างหลากหลาย เช่น ที่พัก ร้านอาหาร และคาเฟ่ ส่งผลให้ธุรกิจปรับปรุงและตกแต่งอาคาร ได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้น โดยปี 2566 ธุรกิจปรับปรุงและตกแต่งอาคาร มีรายได้รวม 100,03 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 11,585.19 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 12.97% โดยปี 2567 มีนิติบุคคลจัดตั้งใหม่จำนวน 993 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 1,510.21 ล้านบาท
  4. ธุรกิจ e-Commerce ธุรกิจขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต ธุรกิจคลังสินค้าและการจัดเก็บสินค้า ธุรกิจตลาดกลางในการ ซื้อขายสินค้าหรือบริการ โดยวิธีสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ ธุรกิจ e-Commerce มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งผู้ประกอบการมีการปรับเปลี่ยนช่องทางการตลาดเข้าสู่ช่องทางการจำหน่ายทั้ง Offine และ Online ควบคู่กัน ทั้งนี้ ปี 2567 มีธุรกิจจัดตั้งใหม่จำนวน 2,219 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2566 จำนวน 318 ราย และเพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 572 ราย เพิ่มขึ้น 16.73% และ 34.73% ตามลำดับ มูลค่าทุนจดทะเบียนรวม 3,23 ล้านบาท โดยรายได้รวมในปี 2566 มีมูลค่า 279,787.83 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,442.28 ล้านบาท
  5. ธุรกิจการบริหารจัดการธุรกิจ เช่น ธุรกิจสำนักงานบัญชี ธุรกิจสำนักงานกฎหมาย ธุรกิจการจ้างงานบุคคลภายนอก (outsource) โดยธุรกิจการบริการจัดการธุรกิจ ถือเป็นตัวช่วยสำคัญในการประกอบธุรกิจยุคปัจจุบัน ทั้งการจ้างทำบัญชี ที่ปรึกษากฎหมาย หรือการจ้างงานบุคคลภายนอก แทนการจ้างพนักงานประจำ ด้วยเทคโนโลยีและเครื่องมือต่างๆ ที่เข้ามาช่วยประยุกต์ใช้ให้ผู้ประกอบธุรกิจดำเนินธุรกิจได้ง่ายขึ้น โดยปี 2567 มีธุรกิจจัดตั้งใหม่จำนวน 4,296 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2566 จำนวน 181 ราย และเพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 806 ราย หรือ เพิ่มขึ้น 40% และ 23.09% ตามลำดับ มูลค่าทุนจดทะเบียนรวม 6,521.44 ล้านบาท โดยธุรกิจการบริหารจัดการธุรกิจมีอัตราการเติบโตที่โดดเด่นและต่อเนื่องช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2563-2567)

รับจ้างเป…

รับจ้างเปิดบัญชี มีโทษทางกฎหมาย เสี่ยงคุก !!

     “บัญชีม้า” หนึ่งในวิธีการของมิจฉาชีพที่ว่าจ้างให้ผู้อื่นเปิดบัญชีธนาคาร หรือซื้อขายบัญชีเพื่อนำบัญชีดังกล่าวไปกระทำความผิด และหลบเลี่ยงเส้นทางการเงินในกลโกงรูปแบบต่าง ๆ

บทลงโทษตามกฎหมายที่ควรรู้

  1. ความผิด ตาม พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
  • ผู้เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชี : จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ผู้เป็นธุระจัดหา โฆษณา เพื่อให้มีการซื้อขาย : จำคุกตั้งแต่ 2-5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 200,000-500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  1. ความผิดฐานฟอกเงิน
  • จำคุก 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

วิธีการป้องกันตัวเอง

  • อย่าเปิดบัญชีธนาคารให้กับคนอื่น
  • อย่าให้ใครยืมใช้บัญชีธนาคาร
  • หมั่นตรวจสอบบัญชีเป็นประจำ หากพบความผิดปกติ ให้รีบให้แจ้งธนาคารทันทีเพื่อขอคำแนะนำ และระงับบัญชี
  • ระวังข้อมูลส่วนตัว เช่น ข้อมูลบัตรประชาชนทั้งด้านหน้า-หลัง , รหัส OTP เป็นต้น เพราะคนร้าย อาจนำข้อมูลเหล่านั้นไปเปิดบัญชีม้าได้

อยากเอาที…

อยากเอาที่ดินไปจำนำ ต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง?

   โฉนดที่ดินเป็นเอกสารสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่กรมที่ดินออกให้ เพื่อบ่งบอกว่าบุคคลนั้นมีสิทธิทำอะไรก็ได้บนที่ดินผืนนั้นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อีกทั้งโฉนดที่ดินยังสามารถนำมาเปลี่ยนเป็นเงินก้อนได้กับสินเชื่อจำนำโฉนดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง หรือจะเป็นสินเชื่อโฉนดที่ดินเปล่าก็ได้เช่นกัน เมื่อเริ่มขาดสภาพคล่องทางการเงินหรือต้องการหาสินเชื่อเงินด่วนถูกกฎหมาย เพียงนำโฉนดที่ดินปลอดภาระมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ ก็ได้เงินก้อนไปใช้จ่ายฉุกเฉินในทันที มาทำความเข้าใจกันว่า แล้วโฉนดแบบไหนเอาไปจำนำได้บ้าง?

 การจำนำโฉนดที่ดินคืออะไร

  การจำนำโฉนดที่ดิน คือ การนำโฉนดที่ดินปลอดภาระ หรือโฉนดที่ดินที่ทำการโอนกรรมสิทธิ์เป็นชื่อของตัวเองเรียบร้อยแล้ว เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้โดยไม่ต้องไปจดจำนองที่กรมที่ดิน เป็นการเปลี่ยนโฉนดที่ดินเป็นเงินทุน เงินก้อน ได้ง่าย ๆ เพื่อนำไปใช้จ่ายยามฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที

การจำนำโฉนดที่ดินต่างกับการจำนองบ้าน จํานองที่ดินยังไง?

  การจำนำโฉนดที่ดิน เจ้าของที่ดินจะนำโฉนดไปวางไว้เป็นหลักประกันเงินกู้ แต่ยังคงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น เมื่อชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว เจ้าของจะได้รับโฉนดที่ดินคืน โดยในช่วงระยะเวลาที่จำนำนั้น เจ้าของจะไม่สามารถนำที่ดินไปจำหน่ายจ่ายโอนได้

  ส่วนการจำนองบ้าน จํานองที่ดิน คือ การที่เจ้าของจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นให้แก่สถาบันการเงินชั่วคราวในช่วงระยะเวลาการจำนอง ทำให้สถาบันการเงินเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินที่จำนอง เมื่อชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว กรรมสิทธิ์ถึงจะโอนกลับคืนสู่เจ้าของ

ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนจำนำที่ดิน

  1. ตรวจสอบกรรมสิทธิ์ที่ดิน

  สิ่งแรกที่ต้องทำเลยก็คือ ตรวจสอบว่าเราเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินจริงหรือไม่ครับ เพราะหากเราไม่ใช่เจ้าของ หรือถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับคนอื่น จะไม่สามารถจำนำได้แบบง่าย ๆ ต้องมีเอกสารแสดงสิทธิ์ชัดเจน และในกรณีที่มีเจ้าของร่วม ต้องมีหนังสือยินยอมจากทุกคนที่มีชื่อในโฉนด

  1. เตรียมเอกสารให้ครบ

  แม้ว่าเราจะคิดว่าแค่ถือโฉนดไปก็พอแล้ว แต่ความจริงยังมีเอกสารอื่น ๆอีกครับ ที่มักต้องใช้ร่วมด้วย เช่น

  • สำเนาบัตรประชาชน
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • โฉนดที่ดินฉบับจริง
  • เอกสารการเปลี่ยนชื่อ (ถ้ามี)
  • เอกสารประกอบอื่น ๆ เช่น สัญญากู้เงิน ใบค้ำประกัน เป็นต้น
  1. เปรียบเทียบแหล่งเงินทุน

  ไม่ใช่ว่าทุกแหล่งเงินทุนจะให้เงื่อนไขที่เหมือนกันนะครับ บางที่ให้วงเงินสูงแต่ดอกเบี้ยสูงมาก บางที่ดอกเบี้ยต่ำแต่ต้องใช้เอกสารเยอะ หรืออาจต้องใช้ผู้ค้ำประกันควรเปรียบเทียบข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ เช่น

  • ธนาคารของรัฐ
  • สหกรณ์ออมทรัพย์
  • บริษัทเงินกู้ถูกกฎหมาย
  • บุคคลทั่วไป (แต่ต้องระวัง)

 ดูทั้งในเรื่องของวงเงินที่ให้ ดอกเบี้ย ระยะเวลาผ่อน และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่อาจซ่อนอยู่

  1. อ่านสัญญาให้ละเอียดที่สุด

  สัญญาคือหัวใจของการจำนำ ถ้าไม่อ่านให้ละเอียด หรือไม่เข้าใจเงื่อนไข อาจทำให้เสียเปรียบได้ครับ หรือถูกยึดที่ดินโดยไม่รู้ตัวตรวจสอบให้แน่ใจว่าสัญญาระบุชัดเจนในเรื่องเหล่านี้

  • จำนวนเงินกู้
  • ดอกเบี้ยที่เรียกเก็บ
  • วิธีการผ่อนชำระ
  • วันครบกำหนดชำระ
  • เงื่อนไขกรณีผิดนัด
  • สิทธิของทั้งสองฝ่าย

 หากมีข้อสงสัย ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายก่อนเซ็นชื่อครับ

  1. วางแผนการเงินให้ดี

  เมื่อเรานำที่ดินนั้นไปจำนองแล้ว หมายความว่าเรานั้นได้มีภาระหนี้ที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น ในการวางแผนการเงินที่ดี ไม่ใช่แค่ว่าเราได้เงินก้อนหนึ่งมาแล้วก็จบครับ แต่เราควรจะต้องมองการณ์ไกล และมีแผนรับรองทางเกินว่า เมื่อนำที่ดินไปจำนำแล้ว หมายความว่ามีหนี้ก้อนหนึ่งที่ต้องชำระในอนาคต ดังนั้นอย่ามองแค่ได้เงินมาก้อนหนึ่งแล้วจบครับ ควรมีแผนการเงินรองรับว่า

  • จะหาเงินจากไหนมาใช้คืน?
  • ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ในการชำระ?
  • หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน จะจัดการยังไง?

การวางแผนล่วงหน้าไม่เพียงช่วยให้ไม่พลาดนัด แต่ยังช่วยให้รักษาทรัพย์สินอันมีค่าไว้ได้อีกด้วย

9 มุกของม…

9 มุกของมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงิน

  1. หลอกให้รักแล้วให้โอนเงิน มิจฉาชีพจะแอบอ้างเป็นบุคคลอื่นๆ ด้วยการใช้รูปโปรไฟล์คนหน้าตาดี หรือน่าเชื่อถือ ผ่านการติดต่อจาก Social media ต่างๆ เช่น Facebook, Instragram หรือ Twitter เป็นต้น คุยติดต่อให้เหยื่อไว้ใจแล้วหลอกให้โอนเงิน หรือส่งของให้

    ตั้งสติ และป้องกันตัว… จำไว้เสมอว่าการหลอกลวงจากเหล่ามิจฉาชีพนี้ ส่วนใหญ่จะหลอกให้เหยื่อโอนเงินผ่านบริการโอนเงินที่ผู้รับสามารถรับเงินได้โดยไม่ต้องมีเอกสารแสดงตัวตนใดๆ เพราะจะได้ยากต่อการติดตาม และในส่วนของการอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานราชการใดๆ ก็ตามนั้น ให้สังเกตว่าส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่จะไม่ติดต่อกับประชาชนโดยตรง แต่หากมีการติดต่อจากเจ้าหน้าที่จริงๆ ก็จะดำเนินการโดยมีเอกสารหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร และเราควรมีการตรวจสอบไปยังหน่วยงานนั้นๆ โดยตรงก่อนที่จะดำเนินการโอนเงินกลับ
  1. อ้างเป็นคนรู้จัก มิจฉาชีพจะใช้ความสัมพันธ์ในการเป็นครอบครัวใหญ่ของคนไทย ด้วยการเป็นญาติ พี่น้อง หรือเพื่อน มาหลอกลวงให้โอนเงินให้ โดยการใช้ Social Network

    ตั้งสติ และป้องกันตัว… เมื่อได้รับข้อความจากช่องทางโซเชียลมีเดีย ต่างๆ ในลักษณะการขอยืมเงิน หรือขอให้โอนเงิน ทางที่ดีเราควรโทรฯ เช็กเพื่อยืนยันตัวตนให้ชัดเจนก่อน และควรเข้าไปดูหน้า feed เพื่อพิจารณาลักษณะการโพสต์ และหากยิ่งเป็นญาติพี่น้อง หรือเพื่อนที่ไม่ได้ติดต่อกันมานานแล้วอยู่ๆ ทักมา ยิ่งต้องระวังไว้ให้ดี
  1. หลอกให้ลงทุน มิจฉาชีพจะหลอกลวงมาในรูปแบบ “แชร์ลูกโซ่” เป็นส่วนใหญ่ ด้วยการเชิญชวนให้หารายได้เสริมที่มีรายได้ดี แต่ไม่ต้องทำงานหนัก จูงใจด้วยการใช้จิตวิทยาโน้มน้าวให้เหยื่อสมัครเป็นสมาชิก และหาสมาชิกรายอื่นๆ เพิ่ม

    ตั้งสติ และป้องกันตัว… เมื่อมีการชักชวนในลักษณะนี้เกิดขึ้น ให้เราศึกษาที่มาที่ไปของธุรกิจนี้ให้ดีก่อน และดูว่าธุรกิจที่จะลงทุนนี้มีใบขออนุญาตทำธุรกิจจริงหรือไม่ ที่สำคัญคือเราไม่ควรไว้ใจหรือเกรงใจใครจนไม่กล้าปฏิเสธ แม้ว่าคนที่ชวนนั้นจะเป็นเพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัวก็ตาม และควรหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ กับกลุ่มธุรกิจที่ไม่แน่ใจ เพราะคนกลุ่มนี้จะใช้จิตวิทยาหว่านล้อมจนทำให้เรายากที่จะทำการปฏิเสธ
  1. อ้างช่วยเรื่องสินเชื่อได้ มิจฉาชีพจะอ้างกับเหยื่อว่าสามารถเจรจากับเจ้าหน้าที่ธนาคารให้ปล่อยสินเชื่อให้แก่ผู้ที่มีประวัติทางการเงินไม่ดีได้ แต่ขอให้เหยื่อจ่ายค่าจ้างในการเจรจาก่อนจึงจะไปเจรจาให้

    ตั้งสติ และป้องกันตัว… ส่วนใหญ่พวกที่เป็นมิจฉาชีพนี้จะร้องขอค่านายหน้าก่อนที่จะช่วยเหลือเหยื่อ เพราะจริงๆ แล้วมิจฉาชีพไม่สามารถช่วยเหลือเหยื่อได้ นอกจากนี้ สถาบันการเงินมีเงื่อนไขและเกณฑ์ในการพิจารณาสินเชื่ออยู่แล้ว ซึ่งผู้ที่จะขอกู้ได้จะต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่สถาบันการเงินกำหนด
  1. ขโมย หรือปลอมแปลงบัตรเครดิต / เดบิต / ATM มิจฉาชีพต้องการข้อมูลจากบัตรของเรา ไม่ว่าจะเป็นเลขที่บัตร รหัส และข้อมูลในส่วนต่างบนบัตร หรือแม้แต่การเอาบัตรนั้นๆ มาเอาเงินจากบัญชีเราออกไป ซึ่งอาจจะด้วยการขโมยบัตร หรือใช้การขโมยข้อมูลในแถบแม่เหล็ก ที่เรียกว่า “Skimmer”

    ตั้งสติ และป้องกันตัว… หลีกเลี่ยงการใช้บัตรกับตู้เอทีเอ็มที่ตั้งอยู่ในสถานที่เปลี่ยว หรือหากจำเป็นต้องใช้จริงๆ ก็ให้สังเกตว่าตู้เอทีเอ็มมีลักษณะผิดปกติหรือไม่ และถ้าใช้บัตรในการชำระค่าสินค้าและบริการ ก็ให้เราไปอยู่ในบริเวณที่มองเห็นการทำรายการ เพื่อป้องกันพนักงานนำบัตรไปรูดกับเครื่องคัดลอกข้อมูล และควรหลีกเลี่ยงการใช้บัตรกับร้านค้าที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดการทุจริตได้ เช่น ปั๊มน้ำมัน หรือสถานบันเทิง เป็นต้น เคล็ดลับเล็กๆ สำหรับการป้องกันการนำข้อมูลบนบัตรไปใช้ก็คือ ติดสติ๊กเกอร์ปิดเลขรหัส CVV ด้านหลังบัตรไว้เสมอ
  1. ลวงล้วงข้อมูลส่วนตัว มิจฉาชีพที่มาลวงล้วงข้อมูลส่วนตัวนี้ส่วนใหญ่จะทำงานกันเป็นทีมหรือเป็นขบวนการ ด้วยการเริ่มติดต่อเข้ามาโดยใช้ระบบตอบรับอัตโนมัติ แอบอ้างตัวเองเป็นหน่วนงานโน่นนี่นั่น แล้วสร้างสถานการณ์ให้เหยื่อตกใจโดยอ้างถึงการกระทำที่ผิดกฎหมายของเหยื่อ หรือใช้จุดอ่อนจากความกลัวมาเป็นมุกในการหลอกลวง

    ตั้งสติ และป้องกันตัว… สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจเลยคือ จะไม่มีเจ้าหน้าที่หน่วนงานใดๆ แจ้งขอข้อมูลผ่านทางโทรศัพท์หรือโซเชียลมีเดียใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าเจอกรณีแบบนี้ให้สงสัยได้ทันทีว่ากำลังถูกหลอกลวงแน่นอน เพราะฉะนั้นก็อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวใดๆ ทั้งสิ้น และหลังจากนั้นก็ทำการตรวจสอบโดยโทรกลับไปสอบถามหรือไปแจ้งที่ธนาคารโดยตรง
  1. อ้างว่าแลกกับเงินก้อนโต มิจฉาชีพจะใช้ความโลภที่ทุกคนมี มาใช้หลอกให้เหยื่อหลงเชื่อนำเงินจำนวนน้อยกว่ามาแลกกับเงินหรือรางวัลที่จะได้รับมากกว่า

    วิธีสังเกต และป้องกัน… เมื่อเจอเหตุการณ์แบบนี้อย่าเพิ่งหลงเชื่อและเอาเงินให้กับมิจฉาชีพเหล่านี้ เราควรตรวจสอบหมายเลขที่กำกับอยู่ในลอตเตอรี่หรือเอกสารนั้นๆ ก่อนว่า เป็นของจริงหรือไม่ และควรคิดไว้เสมอว่าเรื่องแบบนี้เป็นไปได้ยากเพราะถ้ามีการถูกรางวัลจริงๆ คนเหล่านี้มักจะไม่มาบอกเราแน่นอน
  1. ร้านค้าปลอม แอบอ้างเป็นร้านค้า โฆษณาขายของราคาถูก จัดโปรโมชั่น Sale สินค้า แบบลด แลก แจก แถม เพื่อให้ขาช้อปทั้งหลายตาลุกวาว และหลงโอนเงินให้มิจฉาชีพ แต่เหยื่อกลับไม่ได้สินค้าตามต้องการ

    ตั้งสติ และป้องกันตัว… เมื่อเกิดความต้องการอยากได้สินค้าอะไรสักอย่างควรศึกษาและตรวจสอบร้านค้าที่จะสั่งซื้อให้ดีว่ามีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ ส่วนการชำระเงินนั้นถ้าเป็นไปได้ควรขอชำระเงินปลายทาง คือต้องเห็นสินค้าก่อนแล้วจึงจ่ายตังค์
  1. หลอกร้านว่าโอนเงินแล้ว มิจฉาชีพในลักษณะนี้จะเป็นพวกที่หลอกลวงซื้อของ หรือสั่งของจากร้านค้า และขอเครดิตและจ่ายเงินหรือโอนเงินในภายหลัง ซึ่งเหยื่อที่เป็นร้านค้าพวกนี้ส่วนใหญ่ก็จะได้รับการสั่งของเป็นจำนวนมาก และยอมส่งของให้ก่อนที่จะเก็บเงิน

    ตั้งสติ และป้องกันตัว… การทำธุรกิจใดๆ ก็ตาม ในส่วนของร้านค้านั้นจะต้องมีการตรวจสอบลูกค้าที่เข้ามาโดยเฉพาะรายใหม่ที่สั่งของเป็นจำนวนมากๆ ดูให้ดีว่าลูกค้ารายนั้นมีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งหรือไม่ ส่วนเรื่องของเครดิตการชำระเงินก็ควรเช็กให้ดีก่อนจะดำเนินการในส่วนนี้