5 เรื่องต…

5 เรื่องต้องรู้ก่อนจำนองโฉนดที่ดินมีอะไรบ้าง?

 5 เรื่องสำคัญที่ต้องรู้ก่อนจำนองโฉนดที่ดินเพื่อป้องกันปัญหาหนี้สินและการเสียทรัพย์สิน ได้แก่ การประเมินความสามารถในการชำระหนี้, มูลค่าและประเภทโฉนดที่นำมาจำนอง, อัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไข, ความน่าเชื่อถือของผู้รับจำนอง, และการทำสัญญา ณ สำนักงานที่ดินอย่างถูกต้อง 

นี่คือ 5 รายละเอียดที่ควรรู้:

  1. ความสามารถในการชำระหนี้ (Debt Servicing Ability):ต้องคำนวณรายได้และภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือนให้รอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าจะผ่อนชำระคืนได้ตามกำหนด ป้องกันกรณีผิดนัดชำระแล้วถูกยึดที่ดิน

  2. มูลค่าทรัพย์สินที่จำนอง:สถาบันการเงินมักประเมินมูลค่าทรัพย์สินต่ำกว่าราคาตลาด (ประมาณ 50-70% ของมูลค่าประเมิน) ทำให้วงเงินที่ได้รับอาจน้อยกว่าที่คาดหวัง

  3. อัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขสัญญา:ต้องตรวจสอบดอกเบี้ยว่าเป็นแบบคงที่หรือลอยตัว ค่าธรรมเนียมต่างๆ การผิดนัดชำระหนี้ และเงื่อนไขการไถ่ถอน โดยสัญญาต้องเป็นธรรม

  4. ประเภทโฉนดและภาระผูกพัน:โฉนดที่จำนองได้ดีที่สุดคือ โฉนดครุฑแดง (น.ส.4) และต้องเป็นโฉนดที่ปลอดภาระหนี้เดิม (ปลอดจำนอง) หรือหากจำนองอยู่ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

  5. ทำสัญญาที่กรมที่ดินเท่านั้น:การจำนองมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายเมื่อจดทะเบียนต่อหน้าเจ้าพนักงาน ณ สำนักงานที่ดิน ห้ามทำสัญญาเพียงแค่ส่งมอบโฉนดกันเองเด็ดขาด เพื่อป้องกันการถูกโกง 

ข้อควรระวังเพิ่มเติม: ต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้รับจำนอง หลีกเลี่ยงสัญญาที่เอาเปรียบ และเข้าใจว่าการจำนองคือการนำที่ดินเป็นประกัน ไม่ใช่การโอนกรรมสิทธิ์ทันที (ต่างจากขายฝาก)

ออมเงิน V…

ออมเงิน VS ออมทอง แบบไหนดีกว่ากัน?

      ออมเงิน VS ออมทอง แบบไหนดีกว่ากัน? การลงทุนทองคำเป็นการลงทุนที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าคงที่และสามารถเก็บรักษาไว้ได้ยาวนาน อีกทั้งยังเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำเมื่อเทียบกับการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ

     สำหรับมือใหม่ที่สนใจลงทุนทองคำ ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนทองคำให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อนตัดสินใจลงทุน โดยควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อราคาทองคำ เช่น ภาวะเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย นโยบายการเงิน ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ เป็นต้น

     นอกจากนี้ ควรกำหนดเป้าหมายการลงทุนของตนเองให้ชัดเจนว่าต้องการลงทุนเพื่อวัตถุประสงค์ใด เช่น การลงทุนระยะยาวเพื่อสะสมเป็นมรดก การลงทุนระยะสั้นเพื่อเก็งกำไร เป็นต้น โดยควรเลือกรูปแบบการลงทุนทองคำที่เหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนของตนเอง

สำหรับรูปแบบการลงทุนทองคำในปัจจุบัน มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ดังนี้

  • การซื้อทองคำรูปพรรณ เป็นรูปแบบการลงทุนที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากสามารถซื้อและขายได้ง่าย สะดวกในการเก็บรักษา และสามารถนำไปสวมใส่ได้อีกด้วย

  • การซื้อทองคำแท่ง เป็นรูปแบบการลงทุนที่ได้รับความนิยมรองลงมา เนื่องจากมีต้นทุนต่ำกว่าการซื้อทองคำรูปพรรณ แต่มีข้อเสียคือไม่สามารถนำไปสวมใส่ได้

  • การซื้อกองทุนรวมทองคำ เป็นรูปแบบการลงทุนที่ลงทุนผ่านกองทุนรวม โดยกองทุนรวมจะทำหน้าที่ซื้อทองคำแท่งเก็บไว้ให้นักลงทุน ซึ่งมีข้อดีคือนักลงทุนไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการจัดเก็บทองคำเอง

  • การซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทองคำ เป็นรูปแบบการลงทุนที่ซื้อขายทองคำผ่านตลาดอนุพันธ์ โดยนักลงทุนจะซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทองคำ ซึ่งมีข้อดีคือนักลงทุนสามารถทำกำไรได้ทั้งในช่วงที่ราคาทองคำขึ้นและลง

     สำหรับมือใหม่ ควรเลือกรูปแบบการลงทุนทองคำที่เข้าใจง่ายและเหมาะสมกับตนเอง โดยควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบการลงทุนทองคำแต่ละรูปแบบอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน

     นอกจากนี้ ควรบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม โดยไม่ควรลงทุนเกินกว่าความสามารถทางการเงินของตนเอง และควรติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อราคาทองคำอย่างใกล้ชิด

เช็กตัวเอ…

เช็กตัวเอง! เสี่ยงเป็นโรคการเงินหรือเปล่า?

    เช็กเลย! คุณมีอาการเหล่านี้หรือไม่ ระวังเสี่ยงเป็นโรคการเงิน เพราะสุขภาพทางการเงินสำคัญพอๆ กับสุขภาพร่างกาย…ที่เราต้องหมั่นตรวจเช็กและดูแลสม่ำเสมอ

เลี่ยงรับรู้ปัญหาการเงิน

    บางคนไม่ยอมรับความจริงว่าเรากำลังประสบปัญหาการเงิน และมีภาระหนี้สินกองอยู่ แทนที่จะจัดการเคลียร์ให้เสร็จสิ้นทั้งหมด แต่กลับยังละเลย ไม่สนใจในเรื่องของการบริหารการเงินอยู่ หากใครมีสัญญาณจากอาการเหล่านี้ แสดงว่ากำลังมีปัญหาต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน!

ปิดบังเรื่องหนี้

    หลายคนไม่กล้าเปิดเผยกับคนในครอบครัวว่ามีภาระหนี้สินที่ต้องจัดการ แต่กลับเลือกที่จะกู้หนี้ยืมสินคนภายนอกมาหมุนเงินวนไปอยู่เรื่อยๆ ไม่รู้จบ และเมื่อต้องแบกภาระหนี้สินที่มากเกินก็จะนำพาปัญหาอื่นๆ ตามมาที่ไม่ใช่แค่เรื่องการเงิน

เครียดสะสมเรื่องเงิน

    มีหลายคนที่ต้องแบกรับภาระเป็นหัวหน้าครอบครัว จัดการค่าใช้จ่ายภายในครอบครัวทั้งหมด มัวแต่คิดหาวิธีว่าจะทำยังไงให้มีเงินเยอะๆ จนเก็บมาเป็นภาวะเครียดสะสม ถ้ามีอาการนี้อยู่ อยู่ในอันตรายแล้วล่ะ

ใช้เงินแบบไม่เผื่อวันพรุ่งนี้

    ถ้าใครที่รู้สึกว่าเห็นของอะไรก็น่าชอปปิง น่าซื้อมาเก็บสะสม หรือจ่ายค่าบริการต่างๆ โดยไม่คำนึงถึงความต้องการเลย คิดว่ามีก็ใช้ไม่จำเป็นต้องเก็บ แบบนี้เข้าข่ายที่จะเป็นโรคการเงินอย่างแน่นอน

กลัวการลงทุนเกินไป

    มีใครมีอาการนี้อยู่ไหม รู้สึกกลัวที่ลงทุน หาเหตุผลข้ออ้างมาให้ตัวเองไม่ศึกษาเรื่องการลงทุน จนทำให้โอกาสที่จะได้นำเงินที่เก็บออมมาสร้างผลตอบแทนให้งอกเงยก็พลาดไป อาการแบบนี้แหละที่เรียกว่าโรคทางการเงินที่กำลังเป็นอยู่

    หากเช็กอาการของตัวเองแล้วพบว่ามีสัญญาณที่ว่ามาเหล่านี้ เรากำลังเสี่ยงเป็นโรคทางการเงินอย่างแน่นอน ดังนั้นเพื่อเซฟสุขภาพการเงินของตนเอง ควรมีการวางแผนการเงิน และบริหารจัดการเงินให้เหมาะสมกับตนเอง รวมทั้งหมั่นตรวจข้อมูลเครดิตการเงินของตนเองอย่างสม่ำเสมอ

อยากซื้อป…

อยากซื้อประกันรถยนต์ผ่อนไม่ใช้บัตรเครดิตต้องทำยังไงบ้าง?

ผ่อนประกันรถยนต์โดยไม่ใช้บัตรเครดิตได้หรือไม่
        คุณสามารถผ่อนประกันรถยนต์ได้โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต เพราะปัจจุบันมีบริษัทประกันภัยหลายแห่งที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถผ่อนชำระเบี้ยประกันได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนเงินสด หรือผ่อนผ่านช่องทางอื่นๆ ที่หลากหลาย จึงช่วยให้คุณเข้าถึงความคุ้มครองได้ง่ายขึ้นแม้ไม่มีบัตรเครดิต

ช่องทางการผ่อนประกันรถยนต์โดยไม่ใช้บัตรเครดิต     
        ปัจจุบันการผ่อนชำระประกันรถยนต์แบบไม่ใช้บัตรเครดิตมีความสะดวกสบายมากขึ้น เพราะมีช่องทางให้เลือกหลากหลาย ทำให้คุณสามารถชำระเงินได้ง่าย ๆ และรวดเร็วจากทุกที่ที่ต้องการ

  • Mobile Banking ช่องทางที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะสามารถทำรายการได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพียงแค่เปิดแอปพลิเคชันของธนาคารที่คุณใช้ ก็สามารถโอนเงินเพื่อผ่อนชำระเบี้ยประกันได้ทันที ช่วยให้การผ่อนชำระเป็นเรื่องง่ายและไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง
  • Counter Service สำหรับผู้ที่สะดวกในการชำระเงินสด สามารถเลือกชำระผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสที่ร้านค้าหรือห้างสรรพสินค้าใกล้บ้านได้ทั่วประเทศ เพียงแค่แจ้งความประสงค์การผ่อนชำระเบี้ยประกันและเตรียมเงินสดให้พร้อม การชำระเงินก็เป็นอันเสร็จสิ้น
  • ช่องทางออนไลน์ หลายบริษัทประกันภัยและโบรกเกอร์มีระบบผ่อนชำระออนไลน์ที่รองรับการโอนเงินผ่านระบบ PromptPay หรือช่องทางอื่น ๆ โดยสามารถทำรายการผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันได้เลย ทำให้การผ่อนชำระเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว

ทำประกันรถยนต์ผ่อนไม่ใช้บัตรเครดิตคุ้มครองตอนไหน   
        การทำประกันรถยนต์แบบผ่อนไม่ใช้บัตรเครดิต คุณจะได้รับความคุ้มครองทันทีตั้งแต่วันที่จ่ายค่าเบี้ยประกันงวดแรก และความคุ้มครองจะดำเนินต่อไปตามงวดที่คุณผ่อนชำระอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องรอจ่ายครบทั้งหมดก่อน ซึ่งช่วยให้คุณอุ่นใจได้ว่ารถยนต์ของคุณจะได้รับการคุ้มครองตลอดเวลา

How to มี…

How to มีเงินพร้อมใช้ช่วงปีใหม่

              การมีเงินพร้อมใช้ช่วงปีใหม่คือการวางแผนการเงินล่วงหน้า โดยการ ตั้งเป้าหมายชัดเจน, จดบันทึกรายรับ-รายจ่าย, ใช้กฎ 50/30/20, และ หาทางลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ทำอาหารกินเอง, ลดค่ากาแฟ และ ออมเงินอัตโนมัติ หรือเก็บเงินตามวิธีที่ชอบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มีเงินเก็บสำหรับค่าใช้จ่ายช่วงเทศกาล

  1. วางแผนและตั้งเป้าหมาย
  • กำหนดเป้าหมาย: รู้ว่าปีใหม่อยากใช้เงินเท่าไหร่สำหรับอะไร เช่น ท่องเที่ยว, ซื้อของขวัญ
  • ใช้สูตร 50/30/20: แบ่งรายได้ 50% สำหรับจำเป็น, 30% สำหรับความสุข, 20% สำหรับออม
  • ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย: เพื่อรู้ว่าเงินหายไปไหน จะได้ตัดรายจ่ายฟุ่มเฟือยออก
  1. วิธีออมเงินให้มีใช้
  • ออมอัตโนมัติ: ตั้งค่าให้โอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ทุกเดือนทันทีที่เงินเดือนออก
  • เก็บเงินตามจำนวนวัน/แบงค์: เช่น เก็บแบงค์ 50 หรือ 100 บาท, หรือเก็บเงินตามจำนวนวัน (วันละ 200-300 บาท)
  • ฝากประจำ/กองทุน/สลากออมทรัพย์: เพิ่มทางเลือกให้เงินงอกเงยและมีวินัย
  1. ลดรายจ่าย (หาเงินเพิ่ม)
  • ทำอาหารกินเอง: ลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอย่างค่ากาแฟ หรืออาหารนอกบ้าน
  • ซื้อของเท่าที่จำเป็น: หลีกเลี่ยงการซื้อของที่ไม่จำเป็น หรือซื้อตามโปรโมชั่นเกินตัว
  • มองหาอาชีพเสริม: หากรายได้ทางเดียวไม่พอ อาจหารายได้เสริมได้
  1. สร้างวินัยทางการเงิน
  • มีวินัยจ่ายหนี้: จ่ายค่างวดต่างๆ ให้ตรงเวลา เพื่อประหยัดดอกเบี้ยและสร้างเครดิตที่ดี
  • อย่าให้รางวัลตัวเองมากเกินไป: เมื่อตั้งเป้าแล้ว ต้องควบคุมตัวเองไม่ให้ใช้จ่ายเกินตัว

เคล็ดลับสำคัญ: เริ่มต้นเก็บเงินตั้งแต่วันนี้ โดยทำบัญชีให้ชัดเจน และเลือกวิธีออมที่เหมาะกับตัวเองที่สุด เพื่อให้มีเงินพร้อมใช้ช่วงปีใหม่ได้อย่างสบายใจ

มีโฉนดที่…

มีโฉนดที่ดิน ก็มีทุนไปต่อ

   การใช้โฉนดที่ดินเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อขอ สินเชื่อประเภทจำนองที่ดิน หรือ สินเชื่อจำนำโฉนดที่ดิน จากสถาบันการเงินหรือบริษัทสินเชื่อต่างๆ เพื่อเปลี่ยนทรัพย์สินที่มีอยู่ให้เป็นเงินทุนสำหรับธุรกิจ, ใช้จ่าย, หรือหมุนเวียนในยามฉุกเฉิน โดยมีข้อดีคือ วงเงินสูงกว่าสินเชื่อทั่วไป, ดอกเบี้ยต่ำกว่า, ไม่ต้องใช้คนค้ำ และสามารถกู้ได้แม้มีประวัติการเงินไม่สวยงามนัก

สินเชื่อโฉนดที่ดินมีกี่ประเภท?

มี 2 ประเภทหลักๆ คือ:

  1. สินเชื่อจำนองที่ดิน:จดจำนองที่ดินกับสถาบันการเงิน (เช่น ธนาคารออมสิน ผ่านบริษัท มีที่ มีเงิน) เพื่อรับเงินทุน วงเงินสูง ดอกเบี้ยดี
  2. สินเชื่อจำนำโฉนดที่ดิน (ไม่จดจำนอง):กู้เงินโดยไม่ต้องจดจำนอง หรือสลักหลังโฉนด (เช่น เงินติดล้อ, ศักดิ์สยาม) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเงินด่วนและยังต้องการใช้ที่ดินทำประโยชน์ต่อไปได้

ข้อดีหลักของการใช้โฉนดเป็นทุน

  • วงเงินสูง: ได้วงเงินสูงถึง 60-80% ของราคาประเมินที่ดิน
  • ดอกเบี้ยต่ำ: ถูกกว่าสินเชื่อไม่มีหลักประกันอย่างบัตรเครดิต
  • อนุมัติไว: โดยเฉพาะประเภทไม่ต้องจดจำนอง ทำให้ได้เงินเร็ว
  • ไม่ต้องมีคนค้ำ: ใช้โฉนดที่ดินแทนบุคคลค้ำประกันได้
  • ใช้ที่ดินต่อได้: ไม่ต้องกังวลเรื่องถูกไล่ที่ เหมือนกรณีขายฝาก (สำหรับสินเชื่อที่ไม่จดจำนอง)

เอกสารที่ต้องเตรียม (โดยทั่วไป)

  • โฉนดที่ดิน (น.ส.4, น.ส.3 ก.) ฉบับจริง
  • บัตรประชาชน, ทะเบียนบ้าน
  • เอกสารแสดงรายได้ (เช่น สลิปเงินเดือน) (บางแห่งไม่ใช้)
  • หนังสือรับรองราคาประเมินที่ดิน (อายุไม่เกิน 30 วัน)

ผู้ให้บริการที่น่าสนใจ

เตือนภัย!…

เตือนภัย! ไฟไหม้บ้าน

       การเตือนภัยไฟไหม้บ้านควรเริ่มจากการป้องกันด้วยการตรวจสอบและดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้า, ปิดวาล์วแก๊สและเตาให้สนิท, และไม่เผาขยะหรือสูบบุหรี่ในบริเวณบ้าน นอกจากนี้ ควรติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัย เช่น ถังดับเพลิงและเครื่องตรวจจับควัน/ความร้อนในจุดที่เหมาะสม เพื่อการรับมือที่รวดเร็วเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน 

การป้องกันเบื้องต้น

  • ตรวจสอบเครื่องใช้ไฟฟ้า: หมั่นตรวจเช็กสภาพเครื่องใช้ไฟฟ้าและสายไฟ หากชำรุด มีรอยแตก หรือมีกลิ่นเหม็นไหม้ ให้ซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่ทันที

  • ถอดปลั๊ก: ควรถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าหลังใช้งานทุกครั้ง และไม่เสียบปลั๊กเครื่องใช้หลายชนิดเข้ากับปลั๊กพ่วงเพียงจุดเดียว

  • การใช้งานเตาแก๊ส: ปิดวาล์วถังแก๊สและเตาแก๊สให้สนิทหลังใช้งานทุกครั้ง

  • ไม่เผาในที่โล่ง: หลีกเลี่ยงการเผาขยะหรือเศษวัชพืช โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่อากาศแห้งและลมพัดแรง

  • ดับบุหรี่ให้สนิท: สูบบุหรี่ให้ดับสนิทก่อนทิ้ง 

อุปกรณ์ป้องกันไฟไหม้

โฉนดที่ดิ…

โฉนดที่ดินหาย ทำอย่างไร?

โฉนดที่ดินหาย ทำอย่างไร ?

1.การไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น ที่ กรมที่ดิน ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน เพื่อแสดงเจตนาบริสุทธิ์ ไปขอออกโฉนดใหม่ ไม่ได้มีเจตนาทำการทุจริต ไม่ได้นำโฉนดไป จำนอง ขาย หรือแลกเปลี่ยนเป็นของผู้อื่น

2.หลังจากแจ้งความ นำบันทึกประจำวันที่ได้รับ มาติดต่อกับสำนักงานที่ดิน เพื่อขอออกโฉนดที่ดินใหม่ ซึ่งหากภายหลังมีการทุจริตเกิดขึ้นจริงบันทึกประจำวันนี้จะเป็นหลักฐานนำไปสู่คดีทางอาญาที่มีโทษร้ายแรงได้

3.การขอมีโฉนดใหม่ ต้องมีพยานรับรอง 2 คน พยาน และทั้ง 2 คน ต้องนำบัตรประชาชนตัวจริงไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่สำนักงานที่ดิน กรอกเอกสารรับรอง ลงลายมือชื่อ ต่อหน้าเจ้าพนักงาน เพื่อรองรับเจ้าของที่ดินว่าการขอออกโฉนดที่ดินใหม่เป็นเรื่องจริง ซึ่งหากมีปัญหาภายหลังพยานทั้ง 2 คนจะต้องเป็นพยานในชั้นศาลด้วย ดำเนินการขอออกโฉนดใหม่หรือใบแทนหนังสือแสดงสิทธิ์ในที่ดินได้ที่สำนักงานที่ดิน

เอกสาร หรือ หลักฐาน เพื่อขอออกโฉนดใหม่ หรือ ใบแทน

  • บัตรประจำตัวประชาชนผู้ขอ
  • ทะเบียนบ้าน
  • พยาน พร้อมบัตรประจำตัวประชาชน (ตัวจริง) อย่างน้อย 2 คน
  • ใบแจ้งความ หรือใบลงบันทึกประจำวัน

ค่าใช้จ่ายในการออกใบแทน หรือ โฉนดใหม่    
        ประมาณ 70-100 บาท หรือในการยื่นคำร้อง และ ติดต่อขอออก “ใบแทน” นั้นทาง “สำนักงานกรมที่ดิน” ได้ทำการกำหนดค่าใช้จ่ายในแต่ละรายการไว้ดังนี้ค่ะ

  • ค่าคำขอแปลงละ 5 บาท
  • ค่าประกาศแปลงละ 10 บาท (กรณีที่ต้องมีการประกาศ)
  • ค่าปิดประกาศให้แก่ผู้ปิดประกาศ แปลงละ 10 บาท
  • ค่าออกใบแทนโฉนดที่ดินฉบับละ 50 บาท
  • ค่าออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ฉบับละ 50 บาท
  • ค่ามอบอำนาจ กรณีที่มีการมอบอำนาจ เรื่องละ 20 บาท
  • ค่าอากรแสตมป์ปิดใบมอบอำนาจ ฉบับละ 30 บาท
  • ค่าคำขอแปลงละ 5 บาท
  • ค่าประกาศแปลงละ 10 บาท (กรณีที่ต้องมีการประกาศ)
  • ค่าปิดประกาศให้แก่ผู้ปิดประกาศ แปลงละ 10 บาท
  • ค่าออกใบแทนโฉนดที่ดินฉบับละ 50 บาท
  • ค่าออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ฉบับละ 50 บาท
  • ค่ามอบอำนาจ กรณีที่มีการมอบอำนาจ เรื่องละ 20 บาท
  • ค่าอากรแสตมป์ปิดใบมอบอำนาจ ฉบับละ 30 บาท​

เก็บโฉนดที่ดินอย่างไรให้ปลอดภัย
      หากไม่อยากทำเอกสารสำคัญสูญหายหรือเสียหาย ก็ต้องเก็บให้ดี ซึ่งเรามีวิธีการเก็บง่ายๆมาแนะนำดังนี้

  1. ใส่ซองกระดาษหรือซองพลาสติกให้เรียบร้อย โดยควรเป็นซองแบบที่มีด้ายมัดล็อกหรือสามารถปิดซองได้สนิท เพื่อป้องกันไม่ให้โฉนดเสียหาย
  2. เจ้าของโฉนดควรเก็บโฉนดด้วยตนเอง ไม่ควรฝากผู้อื่นเก็บ และไม่ควรบอกที่เก็บโฉนดแก่ผู้อื่น เพื่อป้องกันไม่ให้โฉนดหลุดไปถึงมือมิจฉาชีพจนนำไปแอบอ้าง ปลอมแปลง หรือทำอะไรผิดกฎหมายได้
  3. ควรแยกโฉนดเก็บไว้ในส่วนสำหรับเก็บเอกสารสำคัญโดยเฉพาะ ควรเป็นที่ที่มิดชิด ไม่ควรนำไปเก็บรวมกับหนังสือหรือของอื่นๆ เพราะเสี่ยงที่จะทำยับ ทำหล่นหาย หรือเผลอหยิบทิ้งไปโดยไม่รู้ตัว
  4. เก็บโฉนดที่ไหนแล้่วให้เก็บที่เดิมเสมอ อย่าวางไว้เรี่ยราด อย่าเปลี่ยนที่เก็บไปมา เพราะสุดท้ายแล้วจะหาไม่เจอ
  5. หลีกเลี่ยงการเผยแพร่ภาพโฉนดที่ดิน เพราะอาจถูกมิจฉาชีพขโมยข้อมูลไปทำเรื่องไม่ดีได้

หากเติมน้…

หากเติมน้ำมันผิด รถของคุณจะมีผลอย่างไร

       การเติมน้ำมันผิดประเภทอาจทำให้รถดับ, สตาร์ทไม่ติด, เครื่องยนต์มีเสียงดังผิดปกติ, หรือเร่งไม่ขึ้น และหากขับต่อไปอาจทำให้เครื่องยนต์เสียหายรุนแรง เช่น หัวฉีดอุดตัน, ปั๊มเชื้อเพลิงเสียหาย, หรือชิ้นส่วนอื่นๆ ในเครื่องยนต์เสียหายจนต้องเสียค่าซ่อมแพง หากทราบว่าเติมผิดทันที ห้ามสตาร์ทเครื่องยนต์ โดยเด็ดขาด และควรให้ช่างมาสูบน้ำมันที่ไม่ถูกต้องออกจากถังให้หมดก่อน

ผลกระทบเมื่อเติมน้ำมันผิดประเภท

  • เครื่องยนต์ดับและสตาร์ทไม่ติด:
    • เครื่องยนต์ดีเซลเติมเบนซิน: การจุดระเบิดที่ผิดปกติจะทำให้เครื่องยนต์สะดุดและดับลง 
    • เครื่องยนต์เบนซินเติมดีเซล: น้ำมันดีเซลจะไปเคลือบหัวเทียนและทำให้การจุดระเบิดไม่สมบูรณ์ เครื่องยนต์อาจดับและสตาร์ทไม่ติด 
  • อาการผิดปกติขณะขับขี่:
    • เสียงเครื่องยนต์ดัง: โดยเฉพาะเมื่อเร่งเครื่อง 
    • อัตราเร่งช้าลง: รถจะรู้สึกอืดและไม่มีแรง 
    • มีควันดำผิดปกติ: ออกจากท่อไอเสีย 
    • ไฟเตือนเครื่องยนต์โชว์: ที่หน้าปัด 
  • ความเสียหายต่อระบบเชื้อเพลิงและเครื่องยนต์:
    • หัวฉีดอุดตัน: น้ำมันดีเซลมีความหนืดกว่า และน้ำมันเบนซินทำให้คุณสมบัติหล่อลื่นของดีเซลลดลง 
    • ปั๊มเชื้อเพลิงเสียหาย: การเสียดสีที่รุนแรงขึ้นทำให้ปั๊มเชื้อเพลิงทำงานผิดปกติและเสียหายได้ 
    • ชิ้นส่วนอื่นๆ เสียหาย: หากส่วนผสมที่ไม่ถูกต้องไหลเวียนไปทั่วระบบ อาจส่งผลให้ลูกสูบหรือฝาสูบเสียหายได้ 

สิ่งที่ควรทำหากเติมน้ำมันผิด

  1. ห้ามสตาร์ทเครื่องยนต์:  หากเพิ่งเติมน้ำมันผิดมา ห้ามบิดกุญแจสตาร์ทเด็ดขาด เพราะจะทำให้น้ำมันถูกสูบเข้าไปในระบบทันที 
  1. ติดต่อช่างทันที:  แจ้งพนักงานปั๊มให้ติดต่อช่างมาสูบน้ำมันที่ผิดออกจากถังให้หมด 
  1. เติมน้ำมันที่ถูกต้อง:  เมื่อน้ำมันเก่าถูกสูบออกแล้ว ให้เติมน้ำมันที่ถูกต้องลงไปในถังประมาณ  5−10ลิตร 
  1. สตาร์ทเครื่องยนต์และตรวจสอบ:  สตาร์ทเครื่องยนต์ทิ้งไว้สักพักที่รอบเดินเบา และสังเกตอาการผิดปกติหรือไฟเตือนต่างๆ หากไม่มีความผิดปกติ สามารถขับได้ตามปกติ 

ข้อเปรียบ…

ข้อเปรียบเทียบประกันรถยนต์ 1+,2+,3+

         ใครที่ประกันรถยนต์ใกล้หมดอายุอยู่บ้าง คงกำลังลังเลเลยใช่ไหมว่า จะทำประกันรถยนต์แบบไหนต่อดี ที่จะมีความคุ้มครองที่คุ้มค่า และเหมาะสมกับการใช้งานรถยนต์มากที่สุด เพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจให้แก่คุณ จะชวนไปเปรียบเทียบความคุ้มครองของประกันรถยนต์ชั้น 1 กับ 2+ และ 3+ ว่าต่างกันอย่างไร และแบบไหนที่เหมาะสมกับรถของคุณมากที่สุด

ประกันรถยนต์ชั้น 1 กับความคุ้มครองที่ครอบคลุมที่สุด

    ประกันรถยนต์ชั้น 1 เป็นประกันรถยนต์ที่ความคุ้มครองครบครันและครอบคลุมมากที่สุด เพื่อเพิ่มความอุ่นใจในการขับขี่รถยนต์ เหมาะกับผู้ที่เพิ่งซื้อรถยนต์ใหม่ หรือรถยนต์ที่อายุยังไม่เกิน 10 ปี หรือผู้ขับที่ยังไม่ชำนาญในการควบคุมรถยนต์

ประกันรถยนต์ชั้น 1 คุ้มครองอะไรบ้าง

  • คุ้มครองเมื่อเกิดอุบัติเหตุในทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นรถชนรถ รถชนต้นไม้ รถชนเสาไฟ หรืออื่น ๆ 
  • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลจากการเกิดอุบัติเหตุของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร และให้การชดเชยในกรณีเสียชีวิต หรือสูญเสียอวัยวะ
  • คุ้มครองทรัพย์สิน ชีวิต และดูแลค่ารักษาพยาบาลของคู่กรณี
  • คุ้มครองในกรณีรถยนต์สูญหาย หรือได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้ และภัยธรรมชาติ
  • บริการช่วยเหลือยามฉุกเฉิน ยกรถ ย้ายรถ ตลอด 24 ชั่วโมง

ประกันรถยนต์ชั้น 2+ คือความคุ้มครองที่คุ้มค่า

   ประกันรถยนต์ชั้น 2+ คือทางเลือกของคนที่ต้องการประหยัดเงินค่าเบี้ยประกัน แต่ยังต้องการความคุ้มครองที่คุ้มค่า เหมาะกับคนที่มีความชำนาญในการขับขี่รถยนต์ หรือรถยนต์ที่ใช้งานมาแล้วนานกว่า 10 ปี

ประกันรถยนต์ชั้น 2+ คุ้มครองอะไรบ้าง

  • คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถยนต์ โดยต้องเป็นการชนแบบมีคู่กรณีเท่านั้น
  • คุ้มครองในกรณีรถยนต์สูญหาย หรือได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้ และภัยธรรมชาติ
  • คุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลภายนอก ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ
  • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล ชดเชยกรณีสูญเสียอวัยวะ หรือเสียชีวิต
  • บริการช่วยเหลือตอนเกิดอุบัติเหตุ ทั้งยกรถ ย้ายรถ ตลอด 24 ชั่วโมง

ประกันรถยนต์ชั้น 1 กับ 2+ ต่างกันอย่างไร

    เมื่อได้รู้ไปแล้วว่าประกันชั้น 2+ คุ้มครองอะไรบ้าง คงทำให้เห็นความแตกต่างของประกันรถยนต์ชั้น 1 กับ 2+ ซึ่งก็คือความคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถยนต์ โดยประกันชั้น 2+ จะคุ้มครองถ้ามีคู่กรณี แต่ประกันชั้น 1 ให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมกว่า ถึงแม้ว่าจะเป็นการชนแบบไม่มีคู่กรณีก็ตาม

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 3+ คือความคุ้มครองที่คุ้มค่าในราคาประหยัด

   ประกันภัยรถยนต์ชั้น 3+ คือทางเลือกของคนที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายค่าเบี้ยประกันรถยนต์ เหมาะสำหรับรถยนต์ที่อายุเกิน 10 ปี และไม่ค่อยได้ใช้งาน รวมถึงคนขับมีความเชี่ยวชาญในการขับขี่สูง สำหรับคนที่อยากรู้ว่าประกันชั้น 3+ คุ้มครองอะไรบ้าง จะมาบอกให้ได้รู้กันต่อไปนี้

ประกันรถยนต์ชั้น 3+ คุ้มครองอะไรบ้าง

  • คุ้มครองค่าเสียหายต่อตัวรถยนต์ของผู้เอาประกัน ในกรณีรถชนรถเท่านั้น
  • คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถยนต์ของคู่กรณี ทรัพย์สิน และค่ารักษาพยาบาลของคู่กรณี 
  • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลของผู้เอาประกันและผู้โดยสาร

ประกันชั้น 2+ กับ 3+ ต่างกันอย่างไร

   คงได้เห็นกันไปแล้วว่าประกัน 3+ คุ้มครองอะไรบ้าง และรู้แล้วว่าความแตกต่างของประกันชั้น 2+ กับ 3+ คือ ประกัน 3+ ไม่คุ้มครองในกรณีรถยนต์สูญหาย หรือได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้ หรือภัยธรรมชาตินั่นเอง